บันทึก #โยคะหัวเราะ วันที่ 7

เช้านี้ตื่นตี 3 กว่า ก็พาตัวเองไปทำ #โยคะหัวเราะ ที่อีกห้องนึงเลยค่ะ โดยวันนี้ลองทำแบบไม่ต้องดูคู่มือ แล้วเอาโทรศัพท์ไปจับเวลา 15 นาที (เพราะเขาให้ทำ 10-15 นาทีก็พอแล้ว รวมทั้งกระบวนการ)
วันนี้ทำวอร์มอัพ ด้วยการทำ Ho Ho Ha Ha Ha แบบ 3 จังหวะ ช้า กลาง เร็ว 2 รอบ พักหายใจ
แล้วต่อด้วยการพูดภาษา Gibberish และ เคี้ยวลิ้น แล้วก็ทำท่า ตลับเมตร Aloha เอาหน้าซุกหมอน แล้วก็นอนลง grounding เลยค่ะ
คือ แค่หัวเราะ ก็หมดเวลา 15 นาทีแล้ว เลยถ้ารวม grounding คือ ยาวไปเกือบ 30 นาทีค่ะ
ก็เจอโจทย์เดิม คือ เกรงใจเพื่อนบ้าน ไม่กล้าหัวเราะดังมาก มันก็ได้หัวใจเต้นอยู่ และรู้สึกว่าพลังงานบวกไหลเวียนไปทั่วร่างกายค่ะ แต่…เหมือนมันยังไม่สุด
แล้วมาเข้าห้องน้ำ เปิดเจอคลิปของ ดร.มาดาน ผู้ก่อตั้งโยคะหัวเราะ ท่าไหนก็ไม่รู้ ไปเจอคลิปหัวเราะคนเดียวตอนตี 5 https://youtu.be/QvAkyoA7l4U  ช่างตอบโจทย์เสียจริง บีมก็เลยเอามานั่งทำต่อหลังเข้าห้องน้ำเสร็จที่ชั้นล่างของบ้านเลย (ห้องด้านบนเป็นห้องนอน สามีกับลูกนอนอยู่)
ก็ทดลองดูค่ะ เออ…เวิร์ค ไม่ต้องมีเสียงดัง ๆ ก็เวิร์คอยู่ หัวเราะน้ำตาไหลเลย รอบนี้รู้สึก “สุด” ค่ะ สดชื่น 555+ ดีกว่าที่ไปหัวเราะรอบแรก
บีมขอเทียบการทำ 3 ครั้ง คือ
  • เช้าเมื่อวาน (Day 6)
  • เช้าวันนี้ (Day 7 รอบ 1)
  • เช้าวันนี้ (Day 7 รอบ 2)
เมื่อวานนี้ คือ ทำแล้วโอเค แต่รู้สึกไม่สุด เพราะ “เกรงใจ” ระหว่างวันก็เจอสารพัดเรื่องให้คิดให้ทำค่ะ มันก็มีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่ง แต่รู้เลยว่า เรายังมีหนัก ๆ อยู่เมื่อวาน
เช้านี้ รอบแรก ก็รู้สึกเหมือนเมื่อวาน “ไม่สุดเพราะเกรงใจ”
แต่รอบที่สอง คือ เหมือนปลดล็อคเลยค่ะ แบบรู้สึกดีชัดเจนกว่า 2 ครั้งที่เกรงใจค่ะ มันไม่มีเสียงแต่หัวเราะสุด ๆ
อีกอย่างที่รู้สึกว่าเราเปลี่ยนแปลง คือ ไม่ค่อยบ่น ไม่ค่อยหงุดหงิดกับเรื่องอะไรง่าย ๆ แล้ว อย่างจริง ๆ เช้านี้ ฝุ่น PM ก็เยอะอยู่นะคะ รู้สึกได้ แต่บีมไม่แคร์ จะหัวเราะ ก็ใส่หน้ากากไป แล้วหายใจออกก็ดึงหน้ากากลงค่ะ หายใจเข้าลึก ๆ ใส่หน้ากาก หายใจออก ดึงหน้ากากลง แบบนี้ คือ อากาศจะยังไงก็ช่าง ไม่แคร์…จัดการแบบง่าย ๆ ไปแบบนี้แหละ ไม่มีหงุดหงิดด้วย
และ…ที่เรียนรู้วันนี้เพิ่มเติม คือ ถ้ามันเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยมีบาดแผลกับมัน หรือเป็นแผลตื้น หรือไม่มีเลย เช่น หัวเราะให้กับการที่เราอยากหัวเราะแต่หัวเราะดัง ๆ ไม่ได้ ปัญหานี้เราไม่เคยมีความเจ็บปวดผูกกับมัน บีมเลยหัวเราะได้แบบ ดร.มาดานเลยค่ะ น้ำตาไหลจังหวะนี้
แต่พอดีมีสิวขึ้น 1 เม็ดที่กราม อักเสบนิดนึง พึ่งจะโผล่เช้านี้ บีมเลยทดลอง จิ้มไปที่สิว แล้วหัวเราะใส่มัน จะบอกว่า … เฮ้ย รู้สึกฝืน ไม่เหมือนเมื่อกี๊ คือ ภาพเราที่หน้าสิว เป็นสิวแนวกรามคาง มองแล้วมองอีก คิดเยอะ ทุกข์สิวบริเวณนี้ รอยสิว มันมาหมดค่ะ คือ เราเก็บภาพพวกนี้ไว้เยอะมากกกกกกก ล้านตัว
แต่แล้ว…บีมก็ทำหัวเราะใส่มันไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ จนในที่สุด ถึงจุดที่ บีมเห็นตัวเองคนใหม่ กำลังหัวเราะใส่ บีมคนเดิมที่งงว่า “แกหัวเราะไรวะ” คือ บีมที่เป็นทุกข์เรื่องสิว ทำหน้างง ๆ ค่ะ แล้วก็หงอยและจากไป โมเม้นต์นี้แบบ…เราแยกร่างได้ด้วย
แต่บอกเลยนะคะว่า … คงต้องหัวเราะใส่มันอีกหลาย ๆ รอบ แล้วสังเกตค่ะว่า พอจับหน้าบริเวณนี้แล้ว หัวเราะง่ายหรือยัง ต้องฝืนไหม ถ้าหัวเราะให้มันง่าย ๆ ไม่ต้องฝืนแล้ว แสดงว่าปลดล็อคละค่ะ
คือ บีมไปถึงขั้นสุดว่า เป็นสิวแล้วไงวะ???? 555+ แบบนั้นเลย หน้าคนที่มองเรา เราหัวเราะใส่ไปเลยค่ะ ใจผุดขึ้นมาเองว่า ชั้นสวย ชั้นจะเป็นสิวก็สวย และไม่เกี่ยวอะไรกับพวกแกเลย (ภาษาจิตใต้สำนึกมันตรงแรงแบบนี้ล่ะค่ะ ปกตินะคะ ไม่ได้หยาบคาย)
บีมก็เลยคิดว่า … เราสามารถเอามาประยุกต์กับการแก้ปัญหาสิวในระดับจิตใต้สำนึกได้ค่ะ โดยที่บีมขอทดลองไปก่อน ตั้งใจไว้ที่ 40 วันตามสูตร เมื่อรู้สึกว่า ได้ตกผลึกวิธีแก้เฉพาะกลุ่มคนเป็นสิวแล้ว บีมจะแจ้งวัน Meeting เพื่อถ่ายทอดให้อีกทีค่ะ
ช่วงนี้ขอบันทึกไปก่อนนะคะ ให้ติดตามกัน
Ho Ho Ha Ha Ha
With Laugh,
Princess Beam

บันทึก #โยคะหัวเราะ วันที่ 5

 

#LaughterDiary Day 5 😂
วันนี้ตื่น 6 โมง ก็ไปหาห้องหัวเราะเลย ได้เป็นห้องชั้นล่าง ฝั่งที่เป็น Office เพราะหัวเราะในบ้าน ลูกกะสามียังไม่ตื่น เดี๋ยวไม่เต็มที่
วันนี้ทำตามขั้นตอนในหนังสือคู่มือเลย ลองไล่ทุกสเต็ป ใช้เวลาประมาณ 45 นาที แต่จริง ๆ แล้ว เขาให้ทำ 10-15 นาทีก็พอ (รวมทุกสเต็ปแล้ว) เดี๋ยวค่อย ๆ ปรับจนได้ 15 นาที ตอนนี้เอาให้แน่นก่อน พอจำสเต็ปได้แล้ว ก็คงจะประยุกต์ ๆ ได้เอง (มันเป็นศาสตร์และศิลป์ เรียนขั้นตอนแล้ว รู้แล้ว ก็ต้องเอามาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองและสถานการณ์อีกที โดยทุกอย่างต้องง่าย ๆ อย่าไปเยอะ)
วันนี้ รู้สึกหัวเราะเต็มที่กว่าเมื่อวาน โอเคเลย ได้ผลเหมือนตอนอยู่ในคลาสเรียน แม้จะยังติดเกรงใจเพื่อนบ้านอยู่ ไว้ทำห้องเก็บเสียงก่อน แล้วค่อยหัวเราะให้มันสุดกว่านี้ 55+
แต่อากาศเชียงรายตอนนี้ #ฝุ่นPM มาแล้ว เลยแสบจมูกนิดนึง พรุ่งนี้อาจจะต้องหัวเราะใช้มาส์ก แต่ไม่แคร์ อะไรก็ได้ ขอให้ได้หัวเราะก็พอละ
พอดีห้องที่ไปหัวเราะมันมีกระจก อย่างกับสตูโยคะ เห็นตัวเองหัวเราะด้วย ก็รู้สึกมีความสุขมาก ๆ และรู้สึกหน้าท้องแน่นกระชับดี ก็เลยอยากถ่ายรูปมาลงให้ดูค่ะ
จริง ๆ มันกระชับตั้งแต่อยู่ในคอร์สแล้ว หัวเราะได้สองวันในคอร์สก็รู้สึกแล้วค่ะ เพราะ มันคือ คาร์ดิโอดี ๆ นี่แหละ โดยมีข้อมูลวิจัยมาแล้วว่า
การทำโยคะหัวเราะ 10 นาที = การวิ่ง 30 นาทีบนสายพานวิ่ง
การทำโยคะหัวเราะ 20 นาที = การไปยิม 1 ชม.
อันนี้ถูกจริตมาก ๆ เพราะบีมต้องการอะไรที่สั้น ง่าย สบาย ไม่ต้องเดินทางไปไหน แล้ว…ผลลัพธ์ คือ
  • หน้าสดใส ดวงตามีน้ำกลอกไปมา เหมือนตาเด็ก ๆ จริง ๆ โดยไม่ต้องไปรอดีท็อกซ์ตับ
  • สิวกระเจิง เคยมีแถว ๆ กรามคางนิดหน่อย หัวเราะแล้วหดหายกันหมด
  • หน้าไบรท์มาก อันนี้เพราะเราใช้ skincare ที่ผิวชอบด้วยค่ะ ก็ประกอบกันให้ผลเช่นนี้
  • ออร่าความสุขพุ่ง จนลูกและสามีรับรู้ได้ เราไม่เหวี่ยงเหมือนก่อนแล้ว เพราะ กระแสพลังความสุขที่หมุนเวียนมันป้องกันไม่ให้เราเหวี่ยงคนอื่นง่าย ๆ (จริง ๆ มันเป็นผลจากการที่ครูเก๋ เก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง ใช้วิชาบำบัดตอนเข้าคลาสด้วยค่ะ คือ หัวเราะกระแทกของเก่า ๆ ออกแล้วมันก็จะมีกระบวนการในการเอาของใหม่เข้า จัดระเบียบเซลล์สมองกันใหม่ด้วยโยคะนิทรา ด้วย Tibet Singing Bowl อะไรประมาณนี้ค่ะ เป็นอะไรที่เฉพาะครูเก๋เท่านั้นที่ทำได้)
  • ออร่าความสุข ผสมกับหน้าสดไบรท์ ๆ ทำให้คนที่เจอเรายิ้มง่าย ๆ ด้วย (สังเกตเอง)
  • หน้าท้อง … แบนราบลงอย่างมีความสุข คือ ได้ผลเหมือนตอนไปยิมตอนปีนู้นเลยค่ะ แต่การหัวเราะมันไม่เครียดเหมือนตอนที่ต้องฝืนตัวเองให้ออกกำลังกายให้ครบจำนวนรอบที่ตั้งไว้ ถามว่าจะได้แพ็คมั้ย ยังไม่รู้ และคงจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถ้าถามว่ากระชับมั้ย อันนี้เห็นชัดเลย เพราะก่อนไป หน้าท้องแบบย้วยนิดนึง มันไม่ยื่น แต่ไม่กระชับ แต่พอเข้าคอร์สออกมาแล้ว ก็ตามภาพเลย รู้สึกยินดีกับการเปลี่ยนแปลงที่หน้าท้องส่วนบนโดยไม่คาดคิดค่ะ สามียังบอกว่า หน้าท้องเซ็กซี่ 55+ (18+ นะคะ) แสดงว่าเราไม่ได้คิดไปเองคนเดียวค่ะ ถ้ามีคนข้างตัวบอกแบบนี้ และอีกอย่างคิดว่า เป็นเพราะบีมกินอาหารดีด้วยค่ะ ตอนเข้าคอร์สกินอาหารจากครัวพี่แม็ค (ครูเก๋เลือกใช้อาหารมื้อเที่ยงจากเย็นจาก Mac’s Kitchen) ซึ่งเป็นผู้ชายคนเดียวที่ทำอาหารสุขภาพในแบบที่บีมต้องการให้บีมทานมา 2 ปีแล้ว เพื่อน ๆ ในคอร์สก็ฟีดแบ็คว่า อร่อย และ รู้สึกตัวเบา ขับถ่ายดี น้ำหนักลงด้วยค่ะ (ดีใจ ><)
วันนี้ แบ่งปันเท่านี้ค่ะ สำหรับวันที่ 5 ของการทำ #โยคะหัวเราะ ด้วยตัวเองที่บ้าน ซึ่งต้องทำไปให้ครบ 40 วัน สมองจะเปลี่ยนใหม่ยกเซ็ต กลายเป็นคนใหม่ที่ใช้ชีวิตง่าย สุข สตรอง แบบไม่ต้องพยายามเค้นความสตรองออกมาค่ะ
ปัญหาในชีวิตบีมก็ยังมีอยู่ แต่…เราหัวเราะให้มันได้จากในใจเลยค่ะ รู้สึกเหมือนมีมนต์หัวเราะป้องกันความทุกข์ 55+
พึ่งฝึกนะคะ…ยังได้ผลกับชีวิตดีขนาดนี้…(อย่างที่บอกว่า คงเป็นเพราะเข้าคอร์สด้วยค่ะ ไว้จะเล่าให้ฟังในบล็อก www.beamsecret.org)
แต่ฝึกแล้ว ถ้าไม่ทำต่อเนื่อง มันก็ไม่ได้อะไรค่ะ ก็แค่นั้น แต่บีมตั้งใจจะไปให้ครบ 40 วันให้ได้ค่ะ เพราะอย่างน้อย การหัวเราะตอนเช้าทุกวัน มันก็ยังดีกว่าตื่นมาแล้วอมทุกข์ อมโรคแน่นอนอ่ะค่ะ…
เราต้องใช้พลังบวกในการแก้ปัญหาชีวิตค่ะ ไม่ใช่การใช้พลังงานเดิม ๆ แก้ปัญหาเดิม ๆ ซึ่งเราก็รู้แล้วว่ามันไม่ไปไหน…อย่างน้อยเครื่องมือใหม่นี้ก็ทำให้เราสุขภาพดี มีความสุข แบบง่าย ๆ ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องเดินทาง … เท่านี้ก็โอเคสำหรับบีมแล้วค่ะ
#40DaysLaughterExperiment

บันทึกคอร์ส Certification of International Yoga Leader by KAY รุ่นที่ 6 วันที่ 8-11 มี.ค. 2562

ใบประกาศนียบัตรที่บีมได้รับ

 ถ้าชีวิตของคุณขาดเสียงหัวเราะมานาน ซับซ้อน วุ่นวาย ตัดสินใจไม่ได้ หมดพลัง สุขภาพแย่ ผิวพรรณแย่ อ่อนแอแพ้ง่าย เป็นสิวเรื้อรัง งง ๆ เบลอ ๆ ไม่มีทิศทาง หลงทาง และคุณกำลังมองหาชีวิตที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ติดอาวุธที่จะช่วยให้คุณแก้ปัญหาชีวิตได้ยั่งยืนจริง ๆ คอร์สนี้ให้สิ่งที่คุณกำลังตามหาค่ะ

ในบทความนี้ บีมจะพูดถึงคอร์ส Certification of International Yoga Leader by KAY ที่ได้ไปเรียนมา โดยเป็นมุมที่ “สรุปและตกผลึก” จากการเข้าคอร์สนี้นะคะ ไม่ได้สรุปสิ่งที่เรียนลงมาให้ค่ะ จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจโยคะหัวเราะมากขึ้นและเข้าใจประโยชน์ของคอร์สมากขึ้นค่ะ ว่าเรียนแล้ว “ได้อะไร” จากมุมของบีม

เหตุผลที่บีมลงเรียนคอร์สนี้

มีเหตุผลหลายอย่างที่ส่งสัญญาณบอกบีมว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลงเรียนคอร์สนี้และรุ่นนี้ค่ะ
  1. เรียนเพื่อนำมาใช้กับตัวเอง ซ่อมตัวเอง แก้ปัญหาตัวเอง เพราะ หลังจากที่ทำโยคะหัวเราะกับครูเก๋ตอนเข้าคอร์ส Grounding Your Soul วันที่ 23-24 ก.พ. 62 บีมรู้สึกว่า โยคะหัวเราะมันปลดปล่อยบีมได้เยอะมาก ๆ บีมได้ทำเช้าวันที่ 24 ก.พ. ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้นค่ะ (เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมบำบัด) ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีหลายอย่างจริง ๆ พอพลังงานเราเปลี่ยน และเราสามารถหัวเราะจากหัวใจได้โดยอัตโนมัติ มันไม่ได้จบแค่ในคอร์ส มันเหมือนเราเป็นคนใหม่ขึ้นมาอีกนิด มุมมองต่อชีวิตมันจะสดใสขึ้นค่ะ บีมชอบในผลลัพธ์มาก ๆ อารมณ์แบบ #ตามหามานาน ทั้งชีวิตก็ว่าได้ เลยอยากเรียนจริงจังเกี่ยวกับโยคะหัวเราะ
  2. บีมอยากเรียนรู้เคสของคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งครูเก๋บอกว่ารุ่นนี้มี 3 คนแล้ว การที่บีมเห็นเคสอื่น ๆ ด้วย จะทำให้เข้าใจศาสตร์บำบัดของครูเก๋มากขึ้นค่ะ และอาจจะเข้าใจตัวบีมเองเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจากการที่บีมเคยจัดกิจกรรมปรึกษาแบบกลุ่มสำหรับกลุ่มที่มีปัญหาสิวมาก่อน บีมเข้าใจดีค่ะว่า การได้เรียนรู้ชีวิตและปัญหาของคนอื่น ๆ มันจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ปลดล็อคหลาย ๆ อย่างได้มากขึ้น แม้เพียงแค่เป็นการแลกเปลี่ยนการสนทนาเท่านั้น มันก็ช่วยได้จริง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่บีมเคยจัด หลายคนมาเจอกันในกิจกรรมนี้ ครั้งเดียวก็คือจบ…เข้าใจทั้งตัวเองและปัญหาสิวของตัวเอง เอาไปทำต่อได้เลย ไม่ต้องมาอีก แสดงว่าจบจริง ๆ บีมเลยคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชีวิตตัวเองที่จะได้เรียนกับคนอื่นด้วยตามนี้ค่ะ
  3. เพื่อการร่วมงานกับบุคคลระดับสูง ปีนี้ บีมมีโปรเจ็คงานใหญ่ ๆ หลายโปรเจ็ค ทั้งของบีมเองและของผู้ที่บีมต้องไปร่วมงานกับเขา แต่ละคนโปรไฟล์ระดับใหญ่ทั้งนั้นค่ะ บีมจึงต้องการเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อย จิตใจที่เล็กและเต็มไปด้วยการคิดถึงปัญหา จะไม่สามารถทำให้เราร่วมงานกับคนใหญ่ ๆ ได้ มันจะกดความคิดสร้างสรรค์ของเรา บีมเกรงงานจะเสีย เลยต้องจัดการตัวเองให้มีระดับพลังงานสูงสุดกลับคืนมาค่ะ
เป็น 3 เหตุผลหลักที่บีมตัดสินใจลงเรียนคอร์สนี้ค่ะ!!!

คอร์สนี้คือคอร์สอะไร?

รับใบประกาศนียบัตรจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง

คอร์ส Certification of International Yoga Leader เป็นคอร์ส 4 วัน 3 คืน ที่สอนเกี่ยวกับ โยคะหัวเราะทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ทั้งในส่วนขององค์ความรู้โยคะหัวเราะเองและการนำไปใช้กับตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากภายในสู่ภายนอกอย่างสมบูรณ์ และ วิธีการจัดกิจกรรมโยคะหัวเราะให้กับสังคมสำหรับคนกลุ่มต่าง ๆ ค่ะ ซึ่งปกติแล้วตามหลักสูตรจริง ๆ จะเรียนกันแค่ 2 วันเท่านั้น แต่ครูเก๋มีความประสงค์ต้องการให้ผู้ที่ออกจากผู้นำนี้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะไปเป็น “ผู้นำโยคะหัวเราะ” ได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่ได้ใบประกาศไปแล้วจบค่ะ ต้องเอาไปต่อยอดและทำต่อได้จริง ๆ จึงทำเป็นคอร์ส 4 วัน เพื่อที่จะได้มีเวลาทำความรู้จักนักเรียนแต่ละคนอย่างใกล้ชิดและได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอทุกระดับความลึกของคนหนึ่งคนที่มาเรียน และช่วยจัดระเบียบสมอง และทำให้ผู้เรียนได้ตระหนักรู้ทิศทางชีวิตของตัวเองที่ออกจากส่วนลึกจริง ๆ เพื่อให้เป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติและพลังพร้อมออกไปนำผู้อื่นได้จริง ๆ

ผู้สอนคือใคร?

ครูเก๋รับใบประกาศนียบัตรจาก TED ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ปี 2017
ผู้สอน คือ ครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง คนไทยคนแรกที่ขึ้นเวที TEDx ระดับโลกที่ประเทศจีน และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 5 ทำเนียบนักดนตรีบำบัดนักพลังงานบำบัด จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ติดตามผลงานครูเก๋อย่างไม่ให้รู้ตัวอยู่ 2 ปี และยังเป็นทูตโยคะหัวเราะระดับสากลจาก Laughter Yoga International University เป็นวิทยากรและครูที่มีผลงานเขียนและผลงานด้านการบำบัดมากมายนับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ทั้งในไทยและต่างประเทศ

การเรียนการสอน

  • เนื่องจากขณะนี้ รับเป็นกลุ่มเล็ก จึงเรียนที่บ้านคีตา ซึ่งจะมีห้องที่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านครูเก๋ จะใช้ในการสอนและบำบัดค่ะ เรียนห้องนั้นเลย ซึ่งที่นี่มีพลังงานที่ดีมาก อยู่แล้วสงบ และห้องที่ครูเก๋ใช้สอนเป็นห้องที่ใช้บำบัดด้วย จึงเต็มไปด้วยพลังที่ดีมาก ๆ และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการบำบัดด้วยค่ะ
  • จะใช้คู่มือที่เป็นหลักสูตรสำหรับการสอนจาก Laughter Yoga International University ซึ่งครูเก๋เป็นคนไทยคนที่สองที่ไปเรียนถึงอินเดียและจบจากที่นี่ค่ะ ซึ่งสามารถนำหลักสูตรมาเปิดสอนระดับผู้นำต่อได้ โดยจะมีสไลด์ที่ครูเก๋สรุปให้เป็นภาษาอังกฤษและสอนตามสไลด์ แต่ไม่น่าเบื่อค่ะ สไลด์คือเหมือนเป็นเค้าโครงให้เราได้เรียนตามนั้นให้ครบ แต่ในช่วงการสอนจะมีการพูดคุย ยกเคสต่าง ๆ ขึ้นมา คือ จะเป็นบทสนทนาที่อาจเป็นการแชร์ประสบการณ์ของผู้เรียนหรือเคสของครูเก๋ ฯลฯ ไม่มีอะไรตายตัวในส่วนนี้ค่ะ แต่ทุกอย่างจะเสริมให้เราเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้นมาก ๆ และบางบทสนทนาอาจจะปลดล็อคและตอบโจทย์ผู้เรียนได้เลยก็มีค่ะ เป็น Interactive Learning ค่ะ
  • ครูเก๋จะจัดกิจกรรมที่เป็นการบำบัดผู้เรียนไปด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การระบายสีศิลปะแมนดาลาเพื่อเข้าใจสภาวะจิตใจของตัวเอง ณ ปัจจุบันและการตั้งเป้าหมายให้ชีวิตจากส่วนลึกของแต่ละคนจริง ๆ ว่าต้องการอะไรในตอนนี้ การทำโยคะนิทราเพื่อให้ผ่อนคลายและจัดระเบียบสมองและระบบประสาทใหม่ ถ้าทันอาจจะได้ทำ TRE คือ ขจัดความเครียดฝังลึกในร่างกายและจิตใจ
  • จะจัดอะไรอย่างไร อยู่ที่หน้างานค่ะ เพราะแต่ละรุ่นที่มาก็ประกอบด้วยผู้เรียนที่มีพื้นฐานชีวิตแตกต่างกันไป บีมไม่สามารถบอกได้ว่า ครูเก๋จะจัดอะไรบ้างค่ะในด้านการบำบัด แต่หลัก ๆ แล้วครูเก๋ก็จะใช้เครื่องมือที่ “ตกผลึกแล้วและใช้ได้ผลจริง” คือ แมนดาลา โยคะนิทรา โยคะหัวเราะ ค่ะ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ครูเก๋เชี่ยวชาญมาก ๆ แต่สำหรับรุ่นพวกเรา คือ จัดแบบนี้ ได้ครบทั้งหมด ขาดแค่ TRE ค่ะ เพราะไม่ทันจริง ๆ และผนวกกับการทำโยคะหัวเราะในรูปแบบการบำบัดและโปรแกรมสมองใหม่ ซึ่งเสียงและคำพูดที่ครูเก๋ใช้ มันสามารถทะลวงอะไรบางอย่างได้แบบอธิบายไม่ถูกค่ะ อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวของครูเก๋ที่ทำมันได้ค่ะ อันนี้คงต้องสัมผัสกันเอง เพราะอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลค่ะ แต่เพื่อนในคอร์สเดียวกับบีม ได้รับประสบการณ์แบบทะลวงอะไรบางอย่างเหมือนกันทั้งหมดค่ะ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริง ๆ พาร์ทนี้ชอบมาก ๆ ค่ะ
  • จริง ๆ แล้ววันที่ 4 จะเป็นวันที่ได้ทดลองเป็นผู้นำจัดกิจกรรมค่ะ แต่พอดีครั้งนี้ มีเหตุด่วนเข้ามากะทันหัน เนื่องจากตำรับไทยได้โทรมาขอให้ครูเก๋ไปร่วมประชุมด้วยที่กรุงเทพ ซึ่งปีหนึ่งจะมีประชุมนี้แค่ครั้งเดียว และแบรนด์เคย์ของครูเก๋เป็นหนึ่งใน 5 จากทุกแบรนด์ที่ขายในตำรับไทยที่ได้รับคัดเลือกให้ไปในครั้งนี้ค่ะ พวกเราไม่มีปัญหาเลยกับตรงนี้ และโอเคกับการปิดการสอนของครูเก๋ในวันที่ 3 ของการเรียน ซึ่งครูเก๋ก็ให้พวกเราเต็มที่มาก ๆ  ในวันที่ 4 มีลูกศิษย์ครูเก๋รุ่นพี่มารับช่วงต่อ เป็นพยาบาลที่รักและปฏิบัติโยคะหัวเราะจริง ๆ ซึ่งสอนพวกเราได้ดีเยี่ยมมาก ๆ ประเมินผลการจัดกิจกรรม ช่วยดูแลการอ่านแมนดาลา (ศิลปะดอกไม้แห่งชีวิต) และให้พลังไม่แพ้ครูเก๋เลยค่ะ เราก็ได้รับครบไปเต็ม ๆ ทุกอย่างส่งไม้ต่อมาจากครูเก๋อย่างราบรื่นมาก ๆ
  • ช่วงทานข้าว ครูเก๋ ก็จะมาทานกับพวกเราด้วยค่ะ ซึ่งก็จะได้คุยกันนอกรอบอีกหลายเรื่อง ในจุดนี้ บทสนทนาต่าง ๆ ที่ไม่ได้เป็นทางการ ก็อาจนำไปสู่การปลดล็อคของผู้เรียนบางคนได้ด้วยเช่นกันค่ะ และหลาย ๆ คนก็รู้สึกชัดเจนในทิศทางตัวเองมากขึ้น อันนี้ไม่ตายตัวค่ะ อยู่ที่ว่าผู้เรียนเป็นใคร สภาวะอย่างไรด้วยนะคะ แต่รุ่นที่บีมเรียนคือมันได้แบบนี้ค่ะ หน้างานจริง ๆ ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นค่ะ

ลำดับกิจกรรม

วันที่ 1 
คลาสจะเริ่มบ่าย 2 เพราะเผื่อเวลาให้คนที่เดินทางมาจากจังหวัดอื่นได้พักผ่อนช่วงเช้า (เผื่อมาถึงเช้า) จะเป็นการแนะนำตัว ทำความรู้จักกัน เน้นให้ผ่อนคลาย ระบายสีแมนดาลา และบทเรียนแนะนำโยคะหัวเราะ และตอนก่อนนอนครูเก๋ทำโยคะนิทราให้ค่ะ

ครูเก๋กำลังอธิบายแมนดาลาและวิธีทำกิจกรรมนี้

วันที่ 2 

คลาสเริ่ม 7.30 น. ครูเก๋จะนำการทำโยคะหัวเราะเลยค่ะ เราจะหัวเราะกันประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วไปทานอาหารเช้าของบ้านคีตา (เป็น guest house ด้วย) และไปพัก กลับมาเรียนทฤษฎีต่อจนเที่ยง ก็ทานอาหารจากครัวคุณแม็ค (Mac’s Kitchen) ซึ่งเชี่ยวชาญการทำอาหารสุขภาพที่อร่อยและพรีเมี่ยมมาก ๆ ค่ะ
เตรียมกินอาหารสุขภาพจากครัวคุณแม็คค่า 🙂
หน้าตาอาหารจะออกประมาณนี้ น่าทาน ได้สุขภาพ อร่อย หลากหลาย
พี่แม็คเป็นสามีบีมเองค่ะ ที่ทำอาหารให้บีมทานอย่างจริงจังเพื่อทดลองเรื่องอาหารและสิว และเพื่อการดูแลสุขภาพทั่วไปของบีมเองมา 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งส่วนตัวบีมจะเลือกกินค่อนข้างมาก และต้องการความอร่อยด้วย ซึ่งทุกคนที่ได้กินอาหารคุณแม็ค จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยและรู้สึกดีกับตัวเองค่ะ เพื่อน ๆ บางคนบอกว่า น้ำหนักลดด้วย ระบบขับถ่ายดีด้วย คือ ประกอบกันจากกิจกรรมของครูเก๋และจากอาหารครัวนี้ค่ะ ซึ่งผู้เรียนสามารถแจ้งมาได้ตั้งแต่ก่อนเข้าคลาสว่า จะไม่กินอะไรบ้าง คุณแม็คก็จะออกแบบให้พิเศษสำหรับแต่ละรุ่นไปค่ะ
ช่วงบ่ายวันที่ 2 
ก็กลับมาเรียนทฤษฎีกันต่อ เพราะ เนื้อหาค่อนข้างเยอะค่ะ ช่วงเย็นก็ทานอาหารเย็น และมีช่วงพัก และกลับมาเรียนต่อประมาณหัวค่ำ และส่งเข้านอนด้วยโยคะนิทราค่ะ
วันที่ 3 คลาสเริ่ม 7.00 น. มาทำโยคะหัวเราะ 1 ชั่วโมง ไปทานข้าว แล้วช่วง 9 โมงก็มีคุณครูและน้อง ๆ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายประมาณ 10 คนมาเรียน “โยคะหัวเราะสำหรับผู้สูงวัย” และพอดีเป็นวันตรงกับการทำ Laughter Club ของครูเก๋ ซึ่งมีคณะลูกศิษย์มาร่วมทำโยคะหัวเราะด้วยประมาณ 5 คน เราก็ได้เรียนและร่วมนำกิจกรรมไปพร้อมครูเก๋ค่ะ สนุกมาก ๆ และมีเด็กเล็ก 1 คนมาด้วย ก็ทำให้เราได้เรียนรู้โยคะหัวเราะสำหรับเด็กไปด้วยเลยค่ะ เสร็จตรงนี้ก็ไปทานข้าวเที่ยงต่อ พัก แล้วเรียนต่อช่วงบ่าย ซึ่งเป็นเนื้อหาในส่วนของการจัดกิจกรรมโยคะหัวเราะแล้วค่ะ โดยเราต้องเป็นผู้นำกิจกรรม บ่ายแก่ ๆ เราก็ได้คิดกิจกรรมและซ้อมกัน จากนั้นก็ไปทานอาหารเย็น
จากนั้น ได้ไปเที่ยวถนนคนเดิน (ไปกันเอง) เพราะมีเพื่อนมาจากกรุงเทพและลำพูน เราก็อยากพาไปเดินค่ะ ก็ไปเดินและไปเต้นรำวงที่กลางลานค่ะ จุดนี้ก็ทำให้สนิทกับเพื่อน ๆ มากขึ้นด้วย และส่วนตัวบีมเอง การที่ได้ไปกลางลานที่มีการเต้นรำวงของถนนคนเดินก็ทำให้เรารู้ตัวเองแล้วว่า เราได้ปลดปล่อยกรอบที่ขังตัวเองไปพอสมควร รู้สึกสนุกและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่สนใจว่าจะเต้นได้หรือไม่ และเพื่อน ๆ ที่ผ่านคอร์สและการบำบัดมาด้วยกัน ก็ไม่มีกำแพงอะไร ไม่ตัดสินกันและกันเลยค่ะ ยอมรับกันและกันแบบง่าย ๆ เลย ซึ่งมันส่งเสริมให้เราปลดล็อคตัวเองได้หลายอย่างมาก ๆ จริง ๆ อันนี้ต้องขอบคุณทั้งกิจกรรมครูเก๋และเพื่อนในคอร์สมาก ๆ เลยค่ะ
กลับมาอาบน้ำและเรียนต่อตอน 2 ทุ่ม จนจบเนื้อหา แต่คืนนี้ไม่ได้ทำโยคะนิทราและไม่ทันทำ TRE ที่เป็นเทคนิคการกำจัดความเครียดฝังลึกค่ะ เพราะ ครูเก๋ประเมินแล้วว่า ร่างกายแต่ละคนล้าแล้ว ไม่สามารถทำได้ ถ้าทำก็จะเป็นอันตรายได้ค่ะ เพราะ การบำบัดแบบ TRE ร่างกายต้องทำงานค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบประสาทค่ะ จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม ต้องพักผ่อนมีพลังเพียงพอ
วันที่ 4 
คลาสเริ่ม 7.30 น. ก็มาเรียนกับครูนุ้ย เป็นลูกศิษย์รุ่น 6 ได้นำไปปฏิบัติจริงจังจนเห็นผลหลายอย่างกับตัวเอง และด้วยความเป็นพยาบาลที่รู้เรื่องกายวิภาค (anatomy) ครูนุ้ยก็ได้สานต่อการสอนเนื้อหาเกี่ยวกับการทำโยคะหัวเราะด้วยตัวเองที่บ้านต่อเนื่องและสอนเรื่องโยคะหัวเราะกับการเปลี่ยนแปลงระดับร่างกาย การประเมินกิจกรรมที่เราทดลองจัดโดยมีส่วนร่วมไปด้วย และการช่วยอ่านแมนดาลาที่ระบายกันตอนจบคอร์สค่ะ ซึ่งการระบายสีค่อนข้างใช้เวลา เราจึงเสร็จกันประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ ค่ะ แล้วก็ไปทานข้าวเที่ยงมื้อสุดท้ายจากครัวคุณแม็คก่อนแยกย้ายกันไปค่ะ
วันปิดคอร์สกับครูนุ้ย 🙂 (คนที่สี่จากซ้าย)
อภินันทนาการซาลาเปาจากร้านปั้นเปา ร้านซาลาเปาดังของเชียงรายค่ะ เจ้าของคือพี่เอ็ง คนที่ยืนหัวเราะอยู่หลังบีมค่ะ 🙂

ผลที่ได้จากการเรียนคอร์สนี้

สภาวะก่อนเรียนของบีม

  • ด้วยสภาวะความเครียดฝังลึกของชีวิตวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และปัญหาการเงินที่สืบเนื่องมาจากธุรกิจเดิมที่เคยทำ ทำให้บีมยังคงมีพลังงานลบตกค้างทั้งในส่วนของกายและจิตหลงเหลือ ทั้งที่ได้เคลียร์ด้วยตัวเองไปเยอะพอสมควรแล้ว แต่…สิ่งเหล่านี้ มันทำให้บีมรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขจริง ๆ หัวเราะไม่ค่อยออก ยิ้มไม่ค่อยออก จริงจัง ซีเรียสกับทุกเรื่อง จนคนรอบตัวรับพลังเครียด ทั้งลูกและสามี บีมรู้สึกว่า ตัวเองเหวี่ยงง่าย และอยากขังตัวเองเอาไว้ไม่ให้ไปกัดและทำร้ายใคร รู้สึกตัวเองเป็นขยะและหมาบ้าได้ตลอดเวลา อย่างไรอย่างนั้นค่ะ แม้ในเรื่องการทำงานจะดูทำได้ปกติ แต่ในใจลึก ๆ เรารู้ว่า เราไม่มีความสุขแท้จริงได้เลย
  • อีกอย่าง…บีมสงสัยตัวเองว่า ทำไมเราเล่นกับลูกไม่ได้ ไม่สนุกกับสิ่งที่เขาเล่นได้เลย ทั้งที่เราก็เคยเป็นเด็ก ไอ้ความเป็นเด็กในตัวเราไปไหนซะแล้ว … บีมอยากได้ความสดใสของวัยเด็กกลับคืนมาค่ะ มาเป็นพลังให้ตัวเอง มาเติมเต็มความสัมพันธ์ระหว่างเราและลูก เพราะบีมจะตั้งใจในการเลี้ยงลูกมาก ๆ เพื่อไม่ให้เขาต้องมีบาดแผลในใจเหมือนบีมที่บาดแผลนั้นส่งผลลบต่อชีวิตอย่างมหาศาล ก็จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกเราเติบโตอย่างมีหัวใจที่เต็มไปด้วยความสุข ความรัก และความรู้สึกมั่นคง และลูกคือส่วนสะท้อนตัวเราค่ะ บีมเริ่มเห็นว่าเด็ก ๆ จะเกร็งเวลาที่ต้องคุยกับบีม ดูไม่เป็นตัวเอง ซึ่งปกติแล้วเขาจะเป็นเด็กที่มีความสุข สนุกสนานดี เป็นที่รักของครู เพื่อน และทุกคนที่ได้พบเห็น แต่พออยู่กับเรา เหมือนเขากลัวทำอะไรผิด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักในสายตาของบีม บีมจึงต้องรีบหาทางแก้ไขตัวเองด่วนที่สุดค่ะ
แววตาเป็นเพียงสิ่งเดียวของร่างกายที่สะท้อนพลังภายในของมนุษย์คนหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา จะเห็นว่าภาพซ้ายแววตาของบีม ดูสับสน ไม่มีความสุข แม้จะยิ้ม ก็ดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เป็นแววตาของคนที่เป็นสิวโดยทั่วไปค่ะ ไม่เชื่อก็ลองสังเกตตัวคุณเองดู หรือเป็นแววตาของคนแบกโลกทั้งใบ แบกทุกปัญหาไว้กับตัวนั่นเอง แต่ภาพขวาคือผ่านการเปลี่ยนแผ่านมาแล้ว มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ดวงตามีน้ำในตาเหมือนเด็ก ๆ สดใส และการยิ้มก็เต็มที่มาก ๆ ยอมรับตัวเอง เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นค่ะ

หลังจากเรียนแล้ว บีมพบว่า

  • สำหรับบีมแล้ว ในครั้งแรกที่บีมได้พบโยคะหัวเราะเมื่อปีที่แล้ว บีมคิดว่ามันยาก จะให้มาหัวเราะแบบไม่มีเงื่อนไขได้อย่างไร ดูบ้าและตลกมาก ๆ บีมจึงหลีกเลี่ยงมันไปค่ะ คิดว่าวิธีอื่นคงช่วยได้และเหมาะกับจริตเรามากกว่า แต่หารู้ไม่ว่า ได้ทำแล้ว ติดใจมาก เพราะผลลัพธ์มันทำให้เราเปลี่ยนชนิดหลังเท้าเป็นหน้ามือได้จริงในระยะเวลาไม่นานเกินรอเลยค่ะ เพราะ ขณะที่เราหัวเะราะ ซึ่งแม้จะเป็นการแกล้งหัวเราะไปก่อน พอเราทำทุกวัน เราจะหัวเราะเป็นธรรมชาติได้เองเลยค่ะ ตอนแรก ๆ ก็ฝืนค่ะ แต่เอาวะ ทำก็ทำ เพราะ เรารู้ว่ามันคือการบำบัดและกระแทกของเสีย ๆ จากท้องของเราทั้งระบบกายภาพและพลังงาน เราก็ตั้งใจทำค่ะ
  • บีมรู้สึกว่าโลกมันง่ายขึ้นมาก ๆ ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไร ไม่ต้องดูตลก บีมก็สามารถหัวเราะได้อัตโนมัติ บีมคิดว่า นี่คือ ของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์เพื่อมาบำบัดมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ เพียงแค่หัวเราะ มันก็จะบำบัดทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทุกวันนี้เป็น มนุษย์ที่ผิดธรรมชาติ เป็นผลมาจากคอนเซ็ปต์การใช้ชีวิตผิด ๆ ที่สืบทอดกันมา โยคะหัวเราะคือการ “ปฏิวัติทางสังคม” ที่ทำให้บีมได้คอนเซ็ปต์และจิตใต้สำนึกใหม่ในการดำรงชีวิตค่ะ เราสามารถหัวเราะใส่ปัญหาได้อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน พอทำได้ ชีวิตมันก็ง่ายขึ้นจริง ๆ ค่ะ
  • การหัวเราะและความสุขมันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นอะไรใหม่ที่บีมรู้สึกดีใจมากที่ได้เรียนรู้และได้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ในระดับนี้ คือ ปกติเราจะเรียนรู้วิธีว่า คิดอย่างไร จะได้ผลอย่างนั้น จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ มันต้องออกมาจากระดับ “หัวใจและพลังงาน” ของเราโดยธรรมชาติ ไม่ใช่การคิด การคิดมันไม่ทันกระแสจิตและกระแสประสาทอัตโนมัติหรอกค่ะ เราจะสังเกตได้ว่า เวลาที่เราเหนื่อย ง่วง หิว เครียด เรามักจะตัดสินใจเลือกอะไรที่…ใจลึก ๆ เราอยาก ไม่ใช่ “คิดว่ามันดีต่อเรา” ใช่ไหมคะ นั่นแหละ โยคะหัวเราะและสิ่งที่ครูเก๋ได้สอนพวกเรา ทำให้เราในคอร์สนี้ ทำให้เรามีกระแสบวกและเสียงหัวเราะในระดับจิตใต้สำนึก มันจะเหมือนเป็นคลื่นพลังงานปกป้องเราจากกระแสลบทั้งหลายที่มากระทบเราค่ะ ซึ่งอาจจะมาจากพลังลบที่ยังตกค้างหลงเหลือ (มันต้องหัวเราะและเคลียร์ออกไปเรื่อย ๆ ทุกวันให้ครบ 40 วันค่ะ และทำให้เป็นชีวิตใหม่ของเราจนกว่าจะพลังงานจะเคลียร์ใส พลังจิตของเราจะแข็งแรงมาก ๆ ในจุดนั้น ซึ่งความมั่นคงแบบนี้ จะทำให้เป็นคนที่มีใจแข็งแรง อะไรมากระทบก็ไม่หวั่นไหว เรารู้แต่ไม่กระเทือนมากหรือบางเรื่องก็กระเทือนเราไม่ได้แล้วก็มีค่ะ ถ้ามันไม่บาดลึกมากนัก ซึ่งก็น่าจะได้ผลเหมือนการวิปัสสนาค่ะ (อย่างน้อยบีมก็รู้สึกแบบนั้น)
  • คนที่มีพลังงานลบสะสมในกายและจิต ก็จะมีความคิดลบ มีกระแสพลังลบเป็นธรรมชาติของเขา คนกลุ่มนี้ อยู่ใกล้แล้วก็รู้สึกอึดอัด ไม่สบายกายใจ อยู่นาน ๆ พาลจะคิดลบ ทำลบ ไปด้วยค่ะ พระพุทธเจ้าจึงสอนไว้ในมงคลชีวิต 38 ประการ ข้อแรกที่สำคัญที่สุดคือ ไม่คบคนพาล ก็นั่นแหละ อย่าไปคบคนพลังลบ ๆ คิดลบ ทำลบ ทำเลว เพราะชีวิตเราจะเลียนแบบไปอัตโนมัติ ทำให้ชีวิตเราแย่ไปด้วย ซึ่งสภาวะก่อนเรียนของบีม ก็คือสภาวะนี้แหละ คือ มันมีกระแสที่ดีอยู่แล้วส่วนหนึ่ง แต่บาดแผลมันลึกและเยอะมาก่อน แถมระบบ HPA คือ แกนระบบต่อมไร้ท่อหลักที่ตอบสนองต่อความเครียดก็ติดค้างอย่างรุนแรงด้วย ก็ทำให้ร่างกายบีมหลั่งสารเครียดออกมาตลอดเวลา ส่งผลให้ชีวิตเครียดและเป็นสิวแบบที่ยังไม่หายขาดนั่นเองค่ะ ตอนนี้บีมเคลียร์พลังเหล่านี้ออกไปพอสมควรแล้ว เหลืออยู่บ้าง แต่ผลลัพธ์ก็สัมพันธ์กับผิวที่ใสขึ้นจริงค่ะ เพราะ พลังงานเราสะอาดแล้ว แก่น HPA คลายแล้ว (อ่านในบทความนี้เพื่อให้เข้าใจ HPA นะคะ) หัวเราะก็ง่าย ความคิดสร้างสรรค์ก็มา ทิศทางในชีวิตก็ชัดเจนขึ้น หลังจากนี้ก็แค่เหลือปฏิบัติต่อเนื่องไปค่ะจนกว่ามันจะกลายมาเป็นร่างใหม่ พลังงานใหม่ของเราแบบยั่งยืนได้จริง ๆ อันนี้อยู่ที่เราปฏิบัติต่อเนื่องค่ะ
  • การที่เรามีกระแสพลังงานบวกและหัวเราะได้จากหัวใจ และโยคะหัวเราะที่สอนปรัชญาชีวิตผ่านกิจกรรมง่าย ๆ ไม่ต้องมีอะไรเลย มีแค่หัวเราะจริง ๆ กับท่าทางการเล่นแบบเด็ก ๆ ที่ดูไร้สาระ มันทำให้เรามีหัวใจเด็กได้อีกครั้ง มีความคิดสร้างสรรค​์เพิ่ม เป็นตัวของตัวเอง และเริ่มรู้สึกว่าเงินไม่ค่อยทำให้เรารู้สึกเครียดแล้ว รู้สึกเป็นอิสระจากเงินและวัตถุต่างๆ มากขึ้น ภาพที่ฝังในใจเราตอนนี้คือ ภาพกับเสียงหัวเราะของเราและเพื่อน ๆ ในคอร์ส พอกลับมาบ้าน ก็มาหัวเราะกับลูก สังเกตลูก เล่นกับลูก มันก็เป็นการสั่งสมเสียงหัวเราะในจิตใต้สำนึกไปในตัว ซึ่งตอนที่เราหัวเรา จิตใต้สำนึกจะเปิดออกเลยค่ะ ถ้าเราเห็นตัวเองในกระจกหัวเราะ มันจะจำติดตาไปเลยด้วย พอดีบีมมาฝึกเองที่บ้านแล้วฝึกหน้ากระจกตอนเช้า ภาพมันติดตา ความรู้สึกติดใจมาเลยค่ะ ก็เสริมให้พลังส่วนบวกแบบออโต้มากขึ้น
  • บีมพบว่า เราสามารถบำบัดตัวเองได้ต่อเนื่อง โดยการหัวเราะทุกเช้าหลังตื่นนอน ที่ชัดเจนเลยก็คือ มันจะมีความรู้สึกกับภาพลบ ๆ คนที่ทำให้เราเจ็บผุดมา แล้วเราก็หัวเราะใส่มันด้วยท่าทางที่โยคะหัวเราะเขาสอนค่ะ มันเหมือนภาพลบ ๆ พวกนั้น กระเด็นออก เฟดออก กลัวเรา ที่เราหัวเราะใส่มันดัง ๆ ค่ะ ซึ่งย้ำว่า ตอนเริ่มด้วยการวอร์มอัพก่อน แล้วหัวเราะไปก่อน แม้จะฝืน ๆ ก็แค่ฉีกยิ้มแล้วหัวเราะไปเลย ทำหน้ากระจกยิ่งดีค่ะ เห็นหน้ายิ้ม ๆ หัวเราะของตัวเองแล้วมันจะฝังภาพนี้ลงไปให้ในจิตใต้สำนึกเลยค่ะ เร็วมาก ๆ และจุดติดแล้ว หัวเราะได้ต่อเนื่องเองแล้ว เราก็หัวเราะใส่อะไรที่เราเป็นทุกข์อยู่เลยค่ะ คิดถึงมันแล้วหัวเราะใส่ดัง ๆ ไปเลย ให้หัวเราะแบบที่ท้องเราได้ขยับเยอะ ๆ นะคะ ถึงจะได้ผล และถ้าหลังหัวเราะแล้ว รู้สึกว่าเราได้กระแทกความทุกข์ออกได้ แสดงว่าได้ผลค่ะ มันจะเบาขึ้น เราจะรู้สึกเป็นผู้ชนะมากขึ้น
  • กระบวนการทำต้องทำให้ครบค่ะ ตอนหัวเราะคือการเขย่า กระแทก และกระตุ้นการหลั่งสารความสุข เราต้องทำการ grounding หรือสงบพลังงาน วัดที่การเต้นของหัวใจให้เป็นปกติค่ะ เพราะตอนหัวเราะ ระดับพลังงานเราจะขึ้นสูงปรี๊ด ต้อง ground ให้สงบก่อนค่ะ ถึงจะไปทำอย่างอื่นต่อได้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นอันตรายได้ และตอนที่สงบพลังงานนี้เอง (ทำได้ด้วยการ Hum หลาย ๆ ครั้ง หรือนอนฟังคลื่น หรือนอนพักเฉย ๆ ให้สงบ แล้วแต่ถนัดค่ะ) ฮอร์โมนความสุขจะแผ่ปกคลุมไปทั่วร่างกาย ให้เราแค่ตามรู้ ตามดูค่ะ และมันจะมีเสียงหึ่งๆในหู ซึ่งครูเก๋บอกว่า มันเป็นเสียงของคลื่นธรรมชาติที่ดูแลเราอยู่เสมอมาอยู่แล้วค่ะ ให้ตามรู้ ตามดู ตามฟัง ก็พอ ถ้าได้ยิน แสดงว่าได้ผลดีเลยค่ะ เหมือนคลื่นของเราสงบและเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้แล้ว ก็จะเกิดการบำบัดในกายและใจของเราได้จริง ๆ
  • การทำโยคะหัวเราะ คือ การเขย่าตะกอน หินโสโครก ในลำธารชีวิตของเราให้หลุดออกค่ะ ช่วงที่เราปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่ละวันก็จะได้รับประสบการณ์แตกต่างกันไปค่ะ และถ้าหากรู้สึกเศร้า รู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อตัว ทั้งที่เราก็ดูแลสุขภาพดีอยู่แล้ว หรือดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่ได้มีอะไรมากระทบให้รู้สึกแบบนั้นเลย ขอให้แค่ตามรู้ ตามดูค่ะ เดี๋ยวมันจะผ่านไปเอง ขอแค่เราทำทุกวัน จนกว่ากายและจิตนี้จะเคลียร์ใส ปราศจากตะกอนและหินโสโครกค่ะ ซึ่งต้องใช้เวลา จะนานเท่าไหร่ไม่อาจบอกได้ ซึ่งครูเก๋เป็นกลุ่มที่มีพลังงานเคลียร์แล้วค่ะ เพราะทำมาหลายปีแล้ว สำคัญคือ อย่าไปเอาความลบมาปรุงแต่งต่อค่ะ ตามรู้ ตามดู ก็พอ
  • บีมรู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ เป็นตัวของตัวเอง กล้าทำอะไรที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อนมากขึ้น เพราะกลัวเสียภาพ เสียฟอร์ม ประมาณนั้น มันแตกต่างจากคอร์สจิตวิทยาอื่น ๆ ที่เคยเรียนมาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียน ซึ่งปกติแล้ว เราไปเข้าคอร์สด้านจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองอะไรก็ตาม มันก็จะได้ในส่วนของการตกผลึกในระดับความคิด โอเค ชีวิตมันก็จะเหมือนดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ไอ้ที่เรายังไม่ได้เอาออกไป ยังเป็นหินโสโครกในระดับพลังงานและระดับประสาทอัตโนมัติ (แกน HPA) มันก็มาดึงเราให้กลับไปที่เดิมจนได้ค่ะ ถ้าสติเราไม่แข็งแรงพอ ซึ่งถ้าใครที่เป็นไม่เยอะ ไม่ลึก การออกกำลังกายและการนวดตัวจะช่วยได้ค่ะในการเอาตรงนี้ออก แต่ถ้าเยอะ ลึก นาน และเอาออกเองไม่ได้แล้ว บีมคิดว่าการบำบัดของครูเก๋ผสานกับโยคะหัวเราะที่มาทำต่อเนื่องเองช่วยได้แน่นอนค่ะ ในระยะเวลาเห็นผลที่ไม่นานเกินรอ
  • แต่ทั้งนี้ บีมคิดว่า แต่ละคนก็คงจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปค่ะตามโจทย์ชีวิตของแต่ละคน ตามสภาพร่างกาย สภาพปัญหา เพราะแต่ละคนมีชีวิตที่ต่างกันค่ะ สำหรับบีมมันเวิร์คมากค่ะ
  • สิ่งสำคัญมาก ๆ ที่ได้รับ คือ การได้รู้จักตัวเองและมีทิศทางชัดเจนที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรหลังออกจากคอร์สค่ะ ซึ่งจุดนี้ เป็นคอร์สเดียวที่บีมรู้สึกว่าบีมได้แบบเต็ม ๆ ซึ่งเราจะตกผลึกมากขึ้นเมื่อทำครบทุกกิจกรรมในคอร์สอย่างเต็มที่ 4 วันค่ะ ซึ่งไม่ใช่บีมคนเดียวที่ได้ แต่ทุกคนในคอรส์ได้เหมือนกัน ตามสไตล์ของตัวเองค่ะ ไม่มีใครกลัวผิดทั้งนั้น ซึ่งดีมาก ๆ เลยค่ะ และทุกคนให้กำลังใจกันดีมาก ๆ
  • เราเหมือนคนที่อารมณ์นิ่งขึ้น เบาขึ้น แบบไม่ต้องกดต้องฝืน มันแข็งแรงขึ้นโดยธรรมชาติ ทำให้คนที่อยู่ด้วยรู้สึกสบายใจขึ้นค่ะ เห็นชัดว่า สามีกับลูกรู้สึกสบายขึ้น และบีมก็มีอะไรเล่นกับลูกมากขึ้นด้วย การมีหัวใจเด็ก พลังงานที่บริสุทธิ์เพิ่มในตัวเรา จะทำให้เราเชื่อมโยงกับลูกและเด็ก ๆ ได้มากขึ้นค่ะ ตรงนี้บีมได้จากคอร์สนี้โดยตรงค่ะ ทำให้ความสัมพันธ์ของลูกกับบีมดีขึ้น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะช่วยเป็นเกราะคุ้มภัยเขาในวันที่เขาโตขึ้นไปเป็นวัยรุ่นค่ะ โดยบีมเชื่อว่า ความรักที่เขารู้สึกได้ ความสบายใจที่มีต่อแม่ของเขา จะช่วยป้องกันปัญหาหลาย ๆ อย่างได้ค่ะ อย่างน้อยลูกก็น่าจะสบายใจที่จะพูดอะไรให้เราฟัง ตรงนี้สำคัญที่สุดค่ะ เพราะ ปัญหาหลายอย่างของวัยรุ่น เกิดจากการที่เขาไม่ได้คุยกับพ่อแม่ค่ะ และคิดว่าพ่อแม่เป็นคนละพวกกับเขา เราต้องสร้างความรู้สึกนี้ตั้งแต่เขายังเด็กให้ได้ค่ะ ตอนนี้บีมเห็นแล้วว่ามันน่าจะช่วยได้ ซึ่งการบ้านของบีมคือ ปฏิบัติต่อเนื่องค่ะ จนกลายเป็นแม่คนเดิมแต่หัวใจใหม่เพื่อให้ลูกเติบโตอย่างมีความมั่นคงทางใจและเต็มไปด้วยความรักและเลือกทำแต่สิ่งที่ดีต่อตัวเขาเอง
  • สำหรับสามี เขาก็สบายใจที่จะอยู่กับเรา พอคนเราสบายใจ ก็จะทำงานได้ดีขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ก็ทำให้งานของเขาดีขึ้นด้วยค่ะ

สรุป

  • เป็นคอร์สเรียนที่แปลกใหม่ดีสำหรับบีมและได้ผลจริงในการปลดล็อคตัวเองมากกว่า 90%
  • ให้ผลแบบติดตัวถาวร จุดไหนเคลียร์แล้ว ก็คือเคลียร์เลย ไม่ต้องมาเข้าซ้ำอีก คือ เน้นให้เราทำเอง พึ่งตัวเองได้จริง ๆ  แต่ต้องปฏิบัติต่อเนื่อง ต้องเอามาใช้จริง ๆ หลังจบคอร์สแล้ว ไม่งั้นก็อาจโดนกระแสลบที่ยังตกค้างชักเข้าที่เดิมได้ค่ะ เป็นความรับผิดชอบของเราเองล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับใครเลย
  • ให้ผลเรื่องผิวและสุขภาพได้จริง ๆ คือ สิวกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญไปเลย กลายเป็นคนหน้าใส มีเลือดฝาดขึ้นมาได้ และสิวที่เคยตกค้างแถว ๆ กรามคาง หน้าหู ซึ่งเป็นโซนที่เกี่ยวกับไต ความเคีรียด ก็ค่อย ๆ หายไปด้วย บางครั้งมันก็มีขึ้นมา เพราะ ร่างกายกำลังเคลียร์ของเสียตกค้างค่ะ เราแค่ตามรู้ ตามดู เดี๋ยวมันก็ไปเอง เพราะเราดูแลตัวเองดีอยู่แล้วในทุกเรื่อง บีมแค่ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งโยคะหัวเราะทดแทนการออกกำลังแบบ cardio ได้เลยค่ะ มีงานวิจัยแล้วว่า หัวเราะต่อเนื่องตามแบบฉบับโยคะหัวเราะเพียง 10 นาที ได้ผลเหมือนวิ่งบนสายพาน 30 นาที และทำโยคะหัวเราะ 20 นาที ได้ผลเหมือนไปยิม 1 ชั่วโมงค่ะ แสดงว่าบีมได้ครบแล้ว 🙂
  • มันช่วยให้เรามีมุมมองการใช้ชีวิตที่ง่ายขึ้น ซึ่งจำเป็นต่อการแก้ปัญหาชีวิตที่เรื้อรัง ซับซ้อน ยุ่งเหยิง เช่น ปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ เป็นต้น เราจะกล้าตัดสินใจหลาย ๆ เรื่องที่สำคัญ ซึ่งการตัดสินใจเรื่องสำคัญก็จะส่งผลให้เราแก้ปัญหาได้ดีขึ้นด้วยค่ะ จบไปเป็นเรื่อง ๆ เราจะกล้ารับในผลลัพธ์ที่เกิดจากการตัดสินใจมากขึ้น ซึ่งการฝึกตามรู้ ตามดู จะช่วยฝึกฝนสติให้เรา และพลังงานที่เคลียร์ขึ้น จะทำให้เราเห็นอะไรตามจริงได้ชัดเจนขึ้น ใกล้เคียงหรือเหมือนกับการได้ทำวิปัสสนาค่ะ ตรงกับหลักของ ZEN ด้วย
  • ได้ครบทั้งกาย จิต วิญญาณ เหมือนโดนทำความสะอาดครั้งใหญ่ Ho Ho Ha Ha Ha 🙂 แถมได้หน้าท้องกระชับด้วยค่ะ ไม่น่าเชื่อ…เป็นผลพลอยได้มาแบบไม่คาดหวัง!
  • แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปนะคะ คือ คาดหวังผลลัพธ์เหมือนบีมตั้งแต่มาครั้งแรก อาจจะยังไม่ได้ แต่การได้เข้าใจศาสตร์นี้ วิธีใช้ที่ถูกต้อง และการเคลียร์พลังงานจากครูเก๋ระดับหนึ่ง มันก็ดีกว่าการที่ไม่ทำอะไรเลยกับชีวิตค่ะ ซึ่งแน่นอนว่า มันจะเบาขึ้น แต่ผลลัพธ์แท้จริงที่จะให้ผลยั่งยืนจริงขึ้นอยู่กับการฝึกโยคะหัวเราะอย่างต่อเนื่องค่ะ
  • ถ้าเราอยากให้โลกภายนอกเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนพลังงานของตัวเองค่ะ แค่นี้แหละ อย่าไปโทษอะไรเลย ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น สภาพแวดล้อมที่เราอยู่ เราเลือกของเราเองทั้งนั้นค่ะ จะแก้ก็แก้ข้างในนี่แหละ อย่าไปแก้ข้างนอกให้วุ่นวาย เราดี ข้างนอกก็จะดีตามเองค่ะ เพราะเราคือเครื่องกำเนิดพลังงานและสั่งทุกอย่างจากจิตของเราเองแบบไม่รู้ตัว
Mandala ภาพแรกของบีม ยังมีความสะเปะสะปะ เป็นพลังงานบวกที่หาจุดโฟกัสไม่ได้
หลังจบการบำบัดคอร์ส Grounding มีความชัดเจนในทิศทางมากขึ้น
ภาพก่อนเข้าคอร์สผู้นำ ชัดเจนกว่าครั้งที่ 2 แต่ยังระบายแพทเทิร์นไม่ต่อเนื่องกัน (สีชมพู)
ภาพสุดท้ายหลังจบคอร์สผู้นำ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากระบายแมนดาลาเป็นระเบียบและที่มหัศจรรย์คือ มันเป็นคำตอบของภาพแรกสุดที่บีมมีคำถามกับตัวเองว่า “ฉันอยากจะทำอะไรกันแน่ ที่จะทำให้ฉันเป็นผู้นำที่มีความรักและความสุข”??? ขอไม่เฉลยคำตอบนะคะ ว่าภาพสุดท้ายสื่ออะไร แต่ตรงกับใจส่วนลึกเป๊ะ ๆ ค่ะ 🙂
ความประทับใจในคอร์สจากนักเรียนรุ่น 6 #REBORN
สำหรับผู้ที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจเข้าคอร์ส ติดต่อที่เพจครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง นะคะ และแจ้งว่า รู้จักมาจากบล็อกของบีมและแนบลิงค์ไปค่ะ ครูเก๋จะได้ทราบว่ามีพื้นฐานจากการอธิบายของบีมมาแล้วค่ะ
และสิ่งที่ต้องแจ้งไว้ก่อนก็คือ ครูเก๋ไม่รับปรึกษาทางออนไลน์นะคะ ด้วยเหตุผลก็คือ การปรึกษาทางออนไลน์จะไม่สามารถจบปัญหาของคุณได้ มันเป็นการคุยกันระดับความคิด แต่การบำบัดของครูเก๋มันลึกกว่านั้นค่ะ มันเจาะ มันทะลวง และต้องออกแบบชีวิตต่อชีวิตเลย จึงจำเป็นมากที่จะต้องเจอ พูดคุย กันตัวเป็น ๆ ค่ะ
ดังนั้น หากสนใจในการเข้าบำบัดกับครูเก๋ ขอให้ศึกษาแนวทางของครูเก๋โดยอ่านบันทึกของบีมให้ครบค่ะ (บีมให้ครูเก๋ช่วยตรวจทานเนื้อหาทุกบทความ ดังนั้น มั่นใจได้ว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องค่ะ) ถ้ามันใช่แนวทางที่คุณตามหามาตลอดชีวิต หรือคิดว่าน่าจะช่วยคุณได้แน่ ๆ ก็ลงคอร์สไปเลยค่ะ สิ่งที่คุณจะได้รับ มันจะได้เกินกว่าเงินที่คุณลงทุนไปมากค่ะ การได้ชีวิตและความสุขแท้จริงของเรากลับมา คือ กำไรชีวิตสูงสุดและเป็นต้นทุนสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สำเร็จ มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนแท้จริงค่ะ บีมไม่ได้ขายคอร์ส แต่บอกจากใจ เพราะบีมและเพื่อนในคอร์สได้รับและรู้สึกแบบนี้จริง ๆ ค่ะ
และสามารถติดตามการอัพเดทบันทึก #โยคะหัวเราะเปลี่ยนชีวิต40วัน ของบีมได้ที่แฟนเพจและบล็อกนี้นะคะ การสมัครรับข่าวสารบล็อกนี้ เพียงแค่กรอกอีเมลที่ช่องรับข่าวสารค่ะ เวลาบีมอัพเดทบทความ มันจะแจ้งไปที่อีเมลของคุณค่ะ
ขอให้ทุกคนที่ได้อ่านมาถึงบันทัดนี้มีความสุข มีเสียงหัวเราะมาก ๆ ในชีวิตนะคะ
บีม.
บทความที่บีมเคยเขียนบันทึกไว้จากการเข้ารับการบำบัดจากครูเก๋ 3 ครั้งที่ผ่านมาค่ะ

5 ขั้นตอนเคลียร์โต๊ะเครื่องแป้งสู่ผิวใส

#5ขั้นตอนเคลียร์โต๊ะเครื่องแป้งสู่ผิวใส
S I M P L I F Y สู่ #ผิวแข็งแรง
ยิ่งง่าย ยิ่งสั้น ผิวยิ่งแข็งแรงเร็ว
Simplify หรือ การทำให้ง่ายนั้น
เป็นหลักการสำคัญที่บีมค้นพบว่า
มันช่วยให้ “ผิวของลูกค้าใสและแข็งแรงขึ้นได้จริง”
ปัญหาของคนที่มีปัญหาผิว คือ
1) รบกวนผิวมากเกินไป
2) ทดลองใช้ของตามรีวิวไม่หยุดหย่อน
3) เห็นอะไรก็อยากซื้อทุกครั้ง ยั้งไม่อยู่
ดังนั้น การที่จะแก้ปัญหาผิว
ต้องยึดหลักการเรื่อง “ทำให้ง่าย” ไว้ก่อน
คือ ยิ่งน้อย ยิ่งดี …
ขั้นแรก คือ “หยุด” ก่อน
หยุดรบกวนผิว
หยุดดูรีวิวไปเรื่อย ๆ
หยุดกิเลสความอยากซื้อครีมต่างๆ
หยุดแล้วมาอยู่นิ่ง ๆ กับตัวเอง
สัก 3-4 ชั่วโมง สำรวจสภาพผิว
สำรวจชีวิตที่ผ่านมา สำรวจวิธีดูแลผิว
สำรวจโต๊ะเครื่องแป้ง สำรวจสุขภาพ
สำรวจห้องนอน สำรวจของใช้
สำรวจทุกสิ่งที่แวดล้อมตัวเอง
แล้วคุณอาจจะเห็นด้วยตัวเองว่า…
เพราะชีวิตและจิตที่วุ่นวายนี่แหละ
ถึงมีปัญหาผิวไม่หยุด…ซะที
หลักของการ simplify สู่ผิวใส ไม่มีอะไรมากค่ะ
ลองทำง่าย ๆ แบบนี้ ตั้งแต่วันนี้เลย
1) เอาผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าและผิวตัว (กรณีเป็นสิวที่หลังและอกด้วย) ทั้งหมดมากองรวมกันตรงหน้า (ทุกตัวนะคะ ทั้งสำลี ทั้ง makeup ทั้งยา ทุกสิ่งที่สัมผัสกับผิวของเราทั้งหน้าและตัวทั้งหมด เพราะผิวเรากินสารเคมีได้ด้วยค่ะ)
2) แยกผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้า ออกจาก ผิวตัว
3) คัดเฉพาะที่จำเป็น ของที่เราจำเป็นต้องใช้จะมีแค่ เพื่อความสะอาด เพื่อปรับสภาพผิว เพื่อเติมน้ำผิว เพื่อบำรุงและฟื้นฟูผิว ตัวดีท็อกซ์ผิว นี่คือหลัก ๆ ที่ต้องใช้ แล้วให้คุณคัดผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นหมวด ๆ ตามนี้ค่ะ
4) จับทีละตัว ตัวไหนที่จับแล้วรู้สึก “บวก” กับมันมากที่สุด คัดมาตัวเดียวในหมวดนั้น
5) ตัวที่เหลือ อย่าเสียดาย ทิ้งหรือให้คนอื่นที่เขาใช้ประโยชน์จากมันได้ไปค่ะ แต่ถ้าของไหน แม้แต่ตัวเรายังรู้สึกไม่ดี อย่าให้ใครค่ะ ใส่ถุงดำทิ้งไปเลย
เริ่มแบบนี้ก่อนนะคะ มันจะช่วยให้คุณเคลียร์ทางสู่ผิวใสได้ดีขึ้น
ลองดูค่ะ…
ด้วยรักและ simplify
บีม

ปรับสมดุลพลังงานด้วยหลัก “S I M P L I F Y”

ปรับสมดุลพลังงานด้วยหลัก “S I M P L I F Y”
ง่าย ทำได้เอง ชีวิตดีขึ้นทันที ได้ผลดีกว่าไปดูดวง
บีมขอเริ่มต้นด้วยเรื่อง “ทำให้ง่าย” หรือ simplify
เพราะอันนี้เป็นแก่นหลักที่บีมใช้มาตลอดชีวิต
แต่ได้ตกผลึกแบบชัดเจนเมื่อ 4 ปีก่อนจากการอ่านและทำตามหนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ดูรายละเอียดได้ที่นี่ค่ะ http://bit.ly/2NAxAex
แต่ถ้าช่วงไหนหลงลืมมันไปและถูกครอบงำด้วยความเครียดด้านต่าง ๆ (โฟกัสปัญหา) ชีวิตก็จะแย่ สุขภาพก็จะแย่ ทุกอย่างจะแย่ไปหมดค่ะ
คำว่า simplify ถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ ให้นึกถึงคำว่า Simple
หมายถึง การที่ “ตัดอะไรที่ไม่สำคัญในชีวิตออกให้หมด”
เหลือเฉพาะที่ “สำคัญจริง ๆ ต่อเรา”
แล้ว…อะไรที่ต้องรักษาไว้และอะไรที่ต้องตัดออก?
สำหรับบีมแล้ว มาตกผลึกและได้ผลดีจากหลักเกณฑ์นี้ค่ะ
สิ่งที่ต้องรักษาไว้
1) เราเห็นมัน จับมัน อยู่กับมัน แล้ว “รู้สึกมีความสุข”
2) เราเห็นมัน จับมัน อยู่กับมัน แล้ว “เรื่องราวดี ๆ ที่เกี่ยวกับมันก็ผุดขึ้นมาให้ยิ้มน้อย ๆ ได้ เหมือนกับได้กินไอติมแล้วละลายหายเครียด”
3) ทุกครั้งที่เห็นมัน จับมัน อยู่กับมัน แล้ว “ยังคงมีความรู้สึก 1-2 อยู่เสมอ”
สิ่งที่ต้องตัดทิ้งไป
1) เราเห็นมัน จับมัน อยู่กับมัน แล้ว “รู้สึกแย่”
2) เราเห็นมัน จับมัน อยู่กับมัน แล้ว “เรื่องราวแย่ ๆ เกี่ยวกับมันก็ผุดขึ้นมาให้ใจเศร้าหมองเสมอ”
3) ทุกครั้งที่เห็นมัน จับมัน อยู่กับมัน แล้ว “รู้สึก 1-2 อยู่เสมอ”
บีมได้วิชานี้มาจากหนังสือการจัดบ้านของคุณ #Konmari ค่ะ โดยซื้อหนังสือมาอ่านและลองทำตามดูเมื่อ 4 ปีก่อน แล้วมันรู้สึกได้เลยว่า แค่จัดบ้านก็ส่งผลต่อชีวิตเราแล้ว วิธีของเธอทำให้บีมสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น ชัดเจนขึ้น และช่วงจัดบ้านเราไม่ได้คิดอะไร ทำให้ได้คำตอบกับชีวิตผุดขึ้นมาเฉย ๆ เลยหลาย ๆ ครั้งค่ะ
พอเราทำบ่อย ๆ เราจะสามารถ “ตัดสินใจ” เลือก หรือ ทิ้ง อะไรในชีวิตไปได้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ มันจะส่งผลสะท้อนกันไปมา การจัดบ้านคือ การจัดสภาพแวดล้อมภายนอกให้เป็นระเบียบ ให้เหลือแต่สิ่งสำคัญต่อชีวิตเราและมีความหมายกับเรา ซึ่งการที่เราได้มองสภาพแวดล้อมแบบนี้ จะทำให้จิตใจเบาและเป็นระเบียบมากขึ้น และเราก็ได้อยู่แต่กับสิ่งที่เรารัก มีความสุข สงบ สบาย เราจึงสามารถใช้ชีวิตแบบมีความสุขขึ้นได้ทันทีค่ะ
บีมชอบหลักการ simplify มาก และ พยายามปฏิบัติอยู่เสมอ เพื่อให้ชีวิตอยู่ในโซนที่มีความสุขท่ามกลางความเยอะและวุ่นวายของโลกสมมติภายนอกค่ะ
ในชีวิตเรา…เราหายใจได้ทีละ 1 ครั้ง ทำได้ทีละ 1 อย่างในแต่ละการหายใจเท่านั้น หลายสิ่งเรารู้ว่าดี ยิ่งโลกออนไลน์ ข้อมูลเต็มไปหมด อะไรก็ดี โอกาสใหม่ ๆ ก็เยอะ แต่เราเลือกได้แค่ “หนึ่งอย่าง” ต่อหนึ่งช่วงเวลาค่ะ และ โฟกัสให้มันดีที่สุด…นี่คือสิ่งที่บีมค้นพบ และทิ้งไปได้เยอะเลยทีเดียว
เหมือนคนเดินทางไกล…อะไรที่จำเป็น ก็คงจะน้ำอันดับ 1 อาหารนี้ ถ้ามีวิชาพืชผักสมุนไพร ก็คงจะหากินรายทางได้ … แบกอาหารไปเยอะก็หนัก จะแบกเก้าอี้ โต๊ะ ไปก็คงเดินไม่ถึงซะที …
ดังนั้น ชีวิตง่าย ๆ ไม่แบกนี่ล่ะค่ะ คือ คำตอบ…
มี…แบก…เฉพาะที่จำเป็นและสำคัญต่อการดำเนินไปของชีวิต ก็พอ…
นอกนั้น…ทิ้งได้ ทิ้งไป แบ่งคนอื่นได้ แบ่งไปค่ะ
เป็นกระแสทานแห่งการแบ่งปันได้กำไรชีวิตเพิ่มอีกต่างหาก
ข้างนอกจะเป็นอย่างไรไม่เป็นไร คงทำอะไรมันไม่ได้
สิ่งที่ทำได้ คือ ตัวของเรา ใจของเรา กายของเรา ชีวิตของเรา บ้านของเรา โต๊ะทำงานของเรา กระเป๋าของเรา อะไรที่เราดูแลได้ เราก็ทำให้มันง่ายก็พอค่ะ มันก็จะช่วยปรับสมดุลพลังงานให้เราได้
ลองเริ่มง่าย ๆ กับตัวเองนะคะ ตู้เสื้อผ้า กระเป๋าที่เราใช้ โต๊ะทำงาน ลองใช้ความรู้สึกกับทุกสิ่งค่ะ
ด้วยรัก
บีม

ย้ายโฟกัสแล้ว จาก “สิว” เป็น “สะอาด สว่าง สงบ สมดุล”

fbcover-beamslens.jpg
คอนเซ็ปต์ใหม่ สู่ “ผิวใส” ตลอดกาล

 

#ย้ายโฟกัสแล้ว เพื่อให้แฟนเพจ “ผิวใสได้ 100%”

ความสมดุล คือ หัวใจของทุกเรื่องในชีวิต

รวมไปถึงสุขภาพด้วยค่ะ

จะมีผิวพรรณที่สดใส
ชีวิตก็ต้องสมดุล …​ แค่นั้นเอง

การจะมีสภาวะสมดุลในตัวเราเองได้

ต้องเดินบนเส้นทางของความ

“สะอาด สว่าง สงบ”

ถ้าภาษาพุทธก็เรียกว่า “มรรค 8”

คือ เส้นทางแห่งการดับทุกข์ 8 ประการ

แต่บีมดึงเอาคำง่าย ๆ มาใช้อธิบาย

เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ค่ะ

ดังนั้น คอนเท้นต์ก็จะเน้นเรื่อง

การรู้จักตัวเอง การตรวจสอบตัวเอง

การปรับตัวเองให้อยู่บนเส้นทาง

ของความสะอาด สว่าง สงบ

ขัดเกลาตัวเองอยู่เสมอ

ให้มีความสุขเพิ่มขึ้นทุกวัน

ส่วน Lens หรือ เลนส์นั้น

ขอยกเอามาจากส่วน “เกี่ยวกับเพจ”

ลงมาเขียนให้อ่านในนี้เลยนะคะ

 

Lens หรือ เลนส์ ในความหมายหนึ่ง คือ เลนส์ของกล้องถ่ายรูป ที่จะทำให้ภาพที่เราเห็นและถ่ายออกมา มีความแตกต่างกันไป

 

ส่วนในความหมายที่บีมเลือกใช้เป็นชื่อแฟนเพจ ก็คือ การมองโลก มุมมอง วิธีคิด ซึ่งคนแต่ละคนจะมีเลนส์ติดตัวมากันคนละหนึ่งเลนส์อยู่แล้ว ทำให้คนเรามองสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป

 

เลนส์ของบีม มักจะช่วยให้บีมเข้าใจโลกตามจริงมากขึ้น ค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ ดัด ชีวิตที่ร้อน วุ่นวาย ไม่เป็นสุข เหมือนกองไฟสุมกายใจ ให้ค่อย ๆ เย็น สบาย “สะอาด สว่าง สงบ สมดุล” เพิ่มขึ้นทุกวัน

 

และบีมชัดเจนในจุดยืนและหน้าที่ของตัวเองแล้วว่า บีมไม่ต้องการเป็นโค้ชให้ชีวิตของใครตราบเท่าที่บีมยังรู้สึกว่าตัวเองยังไปไม่ถึงจุดที่อิ่มและเต็มแล้วจริง ๆ แต่บีมสนุกกับการแบ่งปัน “มุมมอง” ที่บีมใช้มองโลกที่มันช่วยให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น เห็นอะไรตามจริงมากขึ้นทุก ๆ วัน บีมขอเป็นเพียงแค่ “เลนส์” ตัวหนึ่งในการสะท้อนมุมมองหนึ่งในการมองโลกตามแบบฉบับของบีมก็พอในเพจนี้ค่ะ

 

และอีกอย่างหนึ่ง บีมเป็นคนชอบภาพถ่ายและถ่ายภาพมาก ดังนั้น ในอนาคตก็อาจใช้เพจนี้ในการโพสต์ภาพที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของผู้คน ของสิ่งต่าง ๆ ลงมามากขึ้น เพื่อเปิดมุมมองใหม่ ๆในการมองโลกให้กับแฟนเพจเพิ่มเติมด้วยความสนุกและเพลิดเพลินในการดูรูปภาพค่ะ

 

เพจนี้ ก็จะเหมาะกับผู้ที่ ต้องการ “มุมมอง” ใหม่ ๆ ในการสร้างชีวิตในทิศทางที่เข้าใกล้ความสมดุล “สะอาด สว่าง สงบ” มากขึ้น ซึ่งไม่ว่าศาสนาใดก็ติดตามได้ เพราะ ได้พูดถึง “ความจริงของชีวิต” เท่านั้น หากบทความหรือโพสต์ใดพูดถึง “พุทธ” ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ๆ สามารถดูที่ “แก่นของการสื่อสาร” แล้วเทียบเคียงกับคำสอนในศาสนาที่คุณนับถืออยู่ได้เลยค่ะ

 

สำหรับคอนเท้นต์เรื่องสิว จะยังคงมีอยู่ใน ร้านสิวซีเคร็ต by Beam’s Secret : ปรับสมดุล ล้างพิษ ปิดบัญชีสิวเรื้อรัง ค่ะ ซึ่งจะเป็นคอนเท้นต์สอนเรื่องสิวและวิธีดูแลตัวเองแบบพื้นฐานรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่บีมแนะนำและจำหน่ายค่ะ เราจะไม่โฟกัสปัญหากันอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่จะให้เข้าใจสาเหตุและวิธีแก้ไปพร้อม ๆ กัน ในสัดส่วนเนื้อหาด้านวิธีแก้ให้มากขึ้น และจะมีหนังสือพร้อม workbook ที่จบสมบูรณ์เรื่องความเข้าใจและวิธีแก้ปัญหาสิวในตัวเองภายในปีนี้ ซึ่งจะให้ผู้ที่เป็นสิวใช้หนังสือเป็นหลักและลดเนื้อหาสิวบนออนไลน์ลงไปค่ะ เพื่อลดเนื้อหาที่ส่งพลัง “สิว” ออกไป และการใช้หนังสือจะทำให้ “จบ” ในตัว…ไม่คิดซ้ำ ทำซ้ำ ค่ะ โอกาสที่จะหายจะมีสูงสำหรับคนที่มีหนังสือ

 

ขอบคุณสำหรับการติดตามกันเสมอมานะคะ หวังว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยในการติดตามกันค่ะ 🙂

 

ด้วยรัก

บีม

ความเปลี่ยนแปลงนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากโพสต์นี้ค่ะ

เลิกโฟกัสสิวได้เมื่อไหร่ สิวจะหายไปเมื่อนั้น

IMG_1189
บทสนทนาส่วนตัวระหว่าง ครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง และบีม
ภาพนี้ คือ ส่วนหนึ่งของบทสนทนาของบีมกับครูเก๋
ที่ตอนแรกบีมคิดว่า จะเก็บไว้ดูคนเดียว
แต่ในใจมันบอกว่า บอกแฟนเพจเถอะ…
ช่วงหัวค่ำ รู้สึกว่า ถ้าบอกน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า
เลยบอกลูกค้าใน Line@ ไปก่อน
และเช้านี้รู้สึกว่า ต้องบอกแบบสาธารณะ
เลยมาบอกที่เพจนี้เลยนะคะ
เพราะมันคือ ก้าวเดินใหม่ของบีม
ที่คิดว่า ในจุดนี้…งานทั้งหมดจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ
และเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างบีมและทุก ๆ คนที่กำลังติดตามค่ะ
เพราะบางคน…มีหลังไมค์ส่วนตัว
บอกว่าเสียดายที่บีม “เลิกทำงานด้านสิว”
วันนั้น บีมตอบว่า ไม่ใช่นะ…เราแค่พักก่อน
เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ได้มีพลังเพียงพอ
ในการทำงานฐานะผู้เปลี่ยนชีวิตผู้คน…
บีมเพียงแค่หยุด…พัก…เพื่อจะเติมพลัง
เหมือนคนปกติที่หลงทาง เหนื่อย
พอรู้ตัว ก็ต้องพัก ต้องหยุด
เพื่อให้พลังกลับมาและตั้งเข็มทิศใหม่
และออกเดินครั้งใหม่เมื่อพร้อม
และหลังจากประกาศวันนั้น
เรื่องหยุดพักบทบาทครู โค้ช ผู้สอน
บีมก็เหมือนได้เห็นความจริง…
ว่าบทบาทนี้ เป็นของครูเก๋ต่างหาก
ไม่ใช่บีม…
ครูผู้มีพลังเหลือเฟือในการซ่อมรากของผู้คน
ครูผู้มีวิชาธรรมชาติบำบัดที่บำบัดคนได้หายจริง ๆ
ไม่ใช่บีม…ที่ยังไม่มีวิชาเหล่านั้น
ถูกแล้ว…ที่บีมจะสอนเบสิคเรื่องสิว
เพียงแค่เชื่อมให้คนรู้ตัวเองว่า
สิวมันเกิดขึ้นเพราะตัวเราเองทำตัวเอง
เราลองแก้เองก่อน ส่วนในระดับลึก ๆ
ถ้าปัญหามันเกินกว่าเราจะแก้
เราก็ต้องขอความช่วยเหลือจากคนที่ช่วยได้
มันก็มีเท่านี้เอง…บีมไม่ต้องทำอะไรที่ตัวเองทำได้ไม่ดี
เพราะมันจะทำให้เราหมดพลังได้ง่าย
และไม่สามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้เขาเดินตามได้จริงๆ
และหลังจากที่ครูเก๋ ได้ส่งคำพูดนี้มาเมื่อวาน
ทำให้บีมรู้สึกว่า … คงต้องถึงเวลาเปลี่ยนเข็มทิศแล้ว
และคงต้องสื่อสารสิ่งนี้ให้แฟนเพจทราบด้วย
สำหรับใครที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ…นะคะ
ก่อนหน้าจะไปคอร์สครูเก๋
บีมมีคำถามอยู่นิด ๆ ว่า
ถ้าเราไม่โฟกัสเรื่องสิว
แล้วสิวจะหายได้ยังไง
ในเมื่อ…ถ้าเราต้องการจะแก้ไขอะไร
เราก็ต้องสนใจสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ไม่ใช่เหรอ?
แต่…บีมก็เริ่ม ๆ ตกผลึกว่า
จะให้หายก็ต้องโฟกัส “เหตุให้หน้าใส”
ไม่ใช่ไปจมอยู่กับ “เหตุที่ทำให้เป็นสิว”
เหมือนที่บีมเขียนโพสต์เมื่อสัปดาห์ก่อน
ว่าเหตุอะไรทำให้สิวหาย เหตุอะไรทำให้หน้าใส
เราก็มุ่งทำอันนั้นค่ะ…
แต่เมื่อออกจากคอร์สครูเก๋
และพักได้ 2-3 วัน (พลังงานก้อนใหม่กลับมารวมกัน)
บีมก็รู้สึกว่า บีมไม่อยากจะสนใจสิวอีกเลย
ไม่อยากพูดถึง ไม่อยากคิดถึง ไม่รู้สึกว่ามีมันอยู่อีกต่อไป
และก็เขียนลงไปแบบนั้นในบทความรีวิวคอร์ส
ซึ่งทำให้ครูเก๋ เขียนข้อความในภาพนี้กลับมาให้…
ว่าเรามาถูกทางแล้ว…
ซึ่งก่อนหน้านี้…เราเองยึดมั่นในความคิดเดิม
ทำให้คนที่รักเรา เขาก็ไม่กล้าบอก ไม่กล้าแนะนำ
เกรงจะทำให้รู้สึกบาดหมางกันไป…
สรุปว่า…ตอนนี้บีมตกผลึกกับคำถาม “โฟกัสสิว”
และอยากแบ่งปันกับทุกคนที่ติดตามอยู่ดังนี้ค่ะ

บีมขอใช้หลักการนี้จะเข้าใจง่าย

 

อริยสัจ 4
ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ
1) ทุกข์ (ภาวะที่เป็นสิว)
2) สมุทัย (สาเหตุของสิว)
3) นิโรธ (ผิวพรรณสดใส ไร้โรค)
4) มรรค (ทางสู่ผิวสดใส ไร้โรค)
เราก็ทำเป็นขั้นตอนไปแค่นั้นเองค่ะ
แต่ที่ผ่านมา บีมมักจะพูดถึงคอนเท้นต์
กลุ่ม 1) และ 2) เพราะ บีมยังไม่ตกผลึกในตัวเอง
บีมยังไม่เข้าใจว่าแกน HPA ที่ติดขัด ที่หยุดทำงาน
ส่งผลต่อผิวพรรณยังไง และ พลังงานลบที่ตกค้างในตัว
มันมีอยู่ในตัวบีมมากมายแค่ไหน…มารู้ก็ตอนเข้าคอร์ส

(คือพูดถึงคอร์สบ่อย ๆ ไม่ได้ขายคอร์สนะคะ ไม่ได้เนียนขายแบบแฝง ต้องพูดกันไว้ก่อน บางคนคิด … บีมพูดเพราะบีมได้กับคอร์สนี้จริง มันก็ต้องอ้างอิงถึงเป็นธรรมดา มันเปลี่ยนชนิดถึงรากโคนจากคอร์สนี้จริง ๆ)

 

ซึ่งจริง ๆ แล้ว พอเรารู้ตัวแล้วว่า “เออกำลังมีปัญหาสิวนะ” (สเต็ป 1)

ก็มาหาสาเหตุกัน (สเต็ป 2) ซึ่งบีมก็พูดไว้แล้วเยอะเลยในบล็อก คลิป และโพสต์ต่าง ๆ ค่ะ www.beamsecret.org

 

คราวนี้ล่ะค่ะ…เราต้อง “ย้ายโฟกัส”
มาอยู่ที่ 3) กับ 4) แค่นั้นเอง
คือ ในขั้นตอนที่ 2) คุณสำรวจให้เต็มที่เลย
คุณทบทวนชีวิตเลย เราเป็นสิว “เพราะอะไร”
อันนี้หมกมุ่นกันให้เต็มที่ ใช้เวลาสำรวจ
เทียบกับข้อมูลทั้งหมดที่บีมให้ไปฟรี ๆ
อันนี้แหละ “ต้องรู้จักตัวเองทุกแง่มุม”
ต้องรู้ว่า “สิวของเกิดเพราะจุดไหน”
พอรู้แล้ว … ย้ายโฟกัสทันทีค่ะ
แล้วเลิกสนใจสิวได้เลย
มาดูว่า “เหตุอะไร” “ทางอะไร”
มรรคอะไรที่ทำให้ผิวใส

ผิวใส ผิวใส ผิวใส

 

อันนี้คือ นิโรธ ที่คุณต้องการ
สภาวะผิวใสคือสิ่งที่เป็นเป้าหมาย
ให้คุณโฟกัส มรรค สู่ นิโรธ
โฟกัส วิธีการ วิธีทำ วิธีคิด สู่ ผิวใส
ก็พอ…
ดังนั้น…
ที่เดียวที่บีมจะพูดเรื่องสิวหลังจากนี้

และจะเขียนหนังสือพร้อม workbook ออกมา ภายในปีนี้ค่ะ เพื่อจำกัดไม่ให้ผู้ที่มีปัญหาสิว หมกมุ่นกับ 1) และ 2) แต่ต้องทำให้ครบทุกสเต็ป แล้วมามุ่ง 3) และ 4) แทนค่ะ ซึ่งในหนังสือที่จะออกมาปีนี้ จะเป็นเล่มที่สมบูรณ์ที่สุดเกี่ยวกับการรักษาสิวด้วยตัวเอง จบ…ในตัวได้แน่นอน

 

บีมไม่ได้ทิ้งเรื่องสิว
แต่บีมอยากพาให้ทุกคน “ย้ายโฟกัส”
บีมไม่มีหน้าที่และความถนัดในการบำบัด
อันนี้ขอยกให้ครูของบีมไปเลยค่ะ เก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง
บีมเป็นเพียงคนคนหนึ่ง
ที่เคยเป็นสิวหนัก ๆ และอยากรักษาตัวเองให้หาย
ไม่อยากพึ่งพาใครอีก ไม่อยากหมดเงินเรื่องนี้อีก
และก็พบว่า ตลอดเส้นทางที่เดินมา
ชีวิตบีมก็ดีขึ้นจากกระบวนการ “รู้จักตัวเอง”
และใช้ธรรมชาติมาดูแลชีวิตมากขึ้น
ก็แบ่งปันค่ะ หน้าที่บีมมีเพียงเท่านี้สำหรับเรื่องนี้

พละกำลังของบีม…ช่วยได้ในมุมที่

“กระตุ้นให้คุณหยุดและหันมาทบทวนตัวเอง”

รู้สาเหตุ รู้วิธีแก้ที่ถูกต้อง
นอกเหนือจากนั้น คุณต้องลงมือทำเอง
และการบำบัด คุณก็ต้องเลือกคนที่คุณเชื่อว่าจะช่วยคุณได้เองค่ะ
โดยบีมก็มีแนะนำจากเครือข่ายที่บีมรู้จักเป็นการส่วนตัว

ส่วนผลลัพธ์สุดท้าย ก็อยู่ที่หลายปัจจัยค่ะ ซึ่งคุณต้องรู้ด้วยตัวเอง ต้องทบทวนชีวิต เหตุและผลลัพธ์ เสมอ ๆ นั่นคือ เส้นทางเดินของชีวิตมนุษย์ปกติที่จะใช้แก้ทุก ๆ ปัญหาและดำเนินไปค่ะ

 

ทุกคนต้อง “ทบทวนชีวิตตัวเอง” ทุกวัน…
อะไรดี ก็รักษาและทำต่อ
อะไรไม่ดี ก็ปรับแก้
โดยมีความตั้งใจ
ที่จะต้องเป็นคนที่ดีขึ้น มีความสุขขึ้นทุก ๆ วัน
บีมส่งต่อประมาณนี้นะคะ…
ด้วยรักเสมอ
บีม.
คอมเม้นต์บทความที่แฟนเพจ