สิวหายขาดได้ ต้องตัดสินใจ “รับสิวขับพิษ”!!!

#ตัดสินใจจบสิวเรื้อรังกับบทความนี้

แม้คุณจะมีอดีตฝังใจกับ #สิวขับพิษ และกลัวมันมากแค่ไหน
แต่วันนี้ คุณได้รู้วิธีรับมือและผ่านมันไปได้อย่างถูกต้อง
จากคนที่เคยเดินเส้นทางนี้มาก่อนและทำสำเร็จแล้วจริงๆ
คุณจะต้องกลัวอะไร???
.
สิ่งที่ขัดขวางตัวคุณกับความสุขและความสำเร็จในชีวิตคืออะไร?
.
.
.
เอาเข้าจริง ๆ แล้ว มันก็คือ สิวและผิวที่อ่อนแอ
ที่ทำให้เราต้องคอยปิดบังใบหน้าแท้จริง
ที่ทำให้เราต้องคอยปิดบังศักยภาพที่แท้จริง
ที่ทำให้เราต้องแต่งหน้ากลบด้วยรองพื้นทุกวัน
.
คุณกล้าพอไหม…
ที่จะ “ยอมรับความจริง”
ยอมรับทุกสิ่งที่คุณกำลังเป็นตามจริง
.
ปัญหาสิว สะท้อน “ความยุ่งเหยิงในชีวิต” ทั้งหมด
ก้าวแรกที่คุณจะต้องทำ คือ ยอมรับสถานะปัจจุบัน
ยอมรับความจริงที่แสนเจ็บปวด…
.
ความเจ็บปวดนั้น จะยังคงดำเนินไป ถ้าคุณยังไม่ทำอะไร
และมันจะยิ่งทำให้ชีวิตจมดิ่งในความทุกข์ สิ้นหวัง ทรมาน
ยิ่งนาน ยิ่งกร่อนชีวิต ความสัมพันธ์ ความฝัน หัวใจของคุณ
ยิ่งนาน ยิ่งเฉา ยิ่งเหี่ยว ยิ่งหมดแรง…
.
ถ้าเปรียบปัญหาสิวเป็นเหมือน … ฟันคุด
แล้วเรากลัวที่จะไปผ่ามันออก
ปล่อยมันไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเจ็บปวดแทบทนไม่ไหว…
เมื่อเราได้เจ็บแบบสุด ๆ แล้ว “ตัดสินใจ” ถอนมันทิ้งในทันที
นั่นแหละ คือ จุดที่ “ความเจ็บทั้งปวง” จะหายไปในที่สุด
.
สิวเรื้อรัง ผิวอ่อนแอ เรื้อรังก็เหมือนกันค่ะ
มันไม่ได้ทำให้คุณเจ็บปวดปางตายเสียทีเดียว
แต่มันกัดกร่อนชีวิตอย่างสะสม…ยาวนาน
ไม่ได้กัดแค่ผิวหนัง แต่คือ ความฝัน ความหวัง
รอยยิ้ม ความสุข ที่เราไม่อนุญาตให้ตัวเอง
ไปเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด…
.
ถ้าการที่จะปล่อยให้มันขับพิษสุด ๆ
แล้วจบไปทีเดียว…เหมือนหายปวดฟันคุด
ด้วยการรับมืออย่างถูกวิธีทั้งวิธีคิดและวิธีทำ
.
มันจะมีเหตุผลอะไร
ที่จะยับยั้งคุณกับ “ความฝันทั้งหมด”
ที่จะยับยั้งคุณกับ “ความสุขทั้งหมด”
ที่จะยับยั้งคุณกับ “อนาคตที่ดีทั้งหมด”
.
ตัดสินใจที่จะจบสิวเรื้อรัง
นั่นคือ…ขั้นตอนที่สำคัญยิ่งกว่า
การแสวงหา “ครีมและรีวิวใด ๆ” ค่ะ
.
ตัดสินใจ…#ปิดบัญชีสิวเรื้อรัง
เพื่อชีวิตทั้งชีวิตที่จะกลับมาสดใส…ของคุณเอง…
.
ผีเสื้อทุกตัวต้องผ่านการเป็นดักแด้อันไม่น่ารักฉันใด
คนเป็นสิวเรื้อรังจะดูดีขึ้นได้…
ก็ต่อเมื่อผ่านภาวะสิวขับพิษไปแล้วฉันนั้น
.
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน
เดินผ่านมันไปได้อย่างเข้มแข็งนะคะ
.
จบ…มัน…ซะที
ชีวิตของคุณ…คุณเลือกได้เสมอ
และจำไว้ว่า…คนเคยเป็นสิวเรื้อรังเท่านั้น
ที่จะเข้าใจและนำทางคนเป็นสิวเรื้อรังด้วยกันได้แท้จริง…
.
ด้วยรัก
#บีมซีเคร็ต
http://acnefree101.blog/aboutbeam

———————————
www.beamsecret.com
#ปิดบัญชีสิวเรื้อรัง360องศา
#ผิวดีเริ่มได้ที่บ้าน
#สิวหายผิวใสในราคาเบาๆ
.
สอบถาม / สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ / ปรึกษาการเลือกผลิตภัณฑ์
Line@ : http://line.me/ti/p/@siwsecretshop
.
อยากหายจากสิวจริงจัง >>> พบกับบีมใน Live สดตอบคำถาม / อัพเดทต่าง ๆ ได้ในกลุ่มปิดเท่านั้น คลิกลิงค์นี้เพื่อเข้าร่วมกลุ่มนะคะ
https://www.facebook.com/groups/beamsecret.reset
.
ปรึกษาบีม คลิกดูรายละเอียดที่
http://bit.ly/2Q99zvj
.
#บีมซีเคร็ต

สาเหตุและวิธีแก้ “สิวแนวกราม”

สิวแนวกราม ในที่นี้ เราจะเน้นไปที่สิวที่มีสาเหตุมาจากภายในนะคะ ไม่รวมสิวสเตียรอยด์ที่เกิดจากการทายาหรือครีม ที่มีสเตียรอยด์ หรือสิวที่เกิดจากการแพ้ครีมค่ะ

โดยจะอธิบายสาเหตุและวิธีแก้ไว้ที่แต่ละภาพ

ให้ทดลองปฏิบัติกันอย่างง่าย ๆ ดูก่อนค่ะ  แต่ปกติใช้วิธีการเท่านี้ ก็จะสามารถแก้ไขได้แล้ว สำหรับสิวทุกประเภทที่ขึ้นบริเวณนี้เลย

36640222_2298876443486400_6734890130403753984_o

พิษสะสมนี้ ไม่ได้มีแค่อุจจาระตกค้างเท่านั้น แม้บางคนจะขับถ่ายดี แต่การกินสารกันเสีย สารปรุงแต่งต่างๆ ในอาหารแปรรูป โลหะหนัก คลอรีนที่ผสมในน้ำประปา เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการ และไปสะสมอยู่ที่ลำไส้และเกาะกับอุจจาระตกค้างในผนังลำไส้ นาน ๆ ไป หากไม่ได้ล้างออก เพราะกินผักผลไม้สดน้อย ไม่กินน้ำปั่นผักผลไม้เลย กินแต่ของ 10 อย่างที่บีมลิสต์ไว้ บวกกับอาหารผ่านกระบวนการเป็นประจำ จะทำให้มีพิษตกค้างร่วมกับอุจจาระค่ะ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เกาะอยู่กับผนังลำไส้ จะสามารถถูกเซลล์ผนังลำไส้ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและน้ำเหลืองได้ และไหลวนกลับเข้าสู่เลือดและน้ำเหลือง และเพิ่มภาระให้ตับ ไต จะต้องกรองของเสียออกจากเลือดเพิ่มขึ้น และพิษบางอย่าง เมื่อตกค้างนานไป และตับเสื่อมสภาพในการขจัดพิษ เพราะ นอนดึก กินดึก ไม่ถนอมตับ กินของมัน ของหวานมาก ๆ กินแอลกอฮอล์ เครียดจัด มักโมโห อดอาหารบ่อย ๆ พฤติกรรมเหล่านี้ จะทำให้ตับเสื่อม และกระบวนการดีท็อกซ์ที่ตับทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ ซึ่งพิษจะกลายพันธุ์กลายเป็นพิษที่รุนแรงกว่าเดิมได้ แล้วยิ่งทำให้ร่างกายอักเสบ เกิดสิวบวมแดง สิวหัวหนอง เพิ่มขึ้น ที่ไม่ใช่แค่ที่แนวกราม แต่สามารถกระจายได้ทั่วทั้งหน้า หลัง และอก ค่ะ อยู่ที่ว่าพิษไปกองสะสมตรงบริเวณไหนบ้าง มันก็จะขึ้นบริเวณที่สะท้อนอวัยวะและเส้นลมปราณนั้น ๆ

วิธีการแก้ปัญหา


ให้ล้างลำไส้ให้สะอาด จะด้วยสูตรเกลือหิมาลัยผสมมะนาว หรือใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือสมุนไพรก็ได้ ตามแต่จะเลือกนะคะ เอาที่เรากินแล้วเห็นผลดีกับเราที่สุดและเราสบายใจที่จะกินค่ะ

สูตรเกลือหิมาลัยผสมมะนาว คลิกดูวิธีทำที่
https://bye-bye2acne.blogspot.com/2017/06/himalayan-salt-detox-formula.html

และน้ำมันมะพร้าวก็เป็นทางเลือกที่ดีในการช่วยให้ลำไส้ระบายได้ดีขึ้น โดยทานน้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะและดื่มน้ำเปล่าตามไปมาก ๆ หลังตื่นนอน ถ้าเป็นไปได้ควรดื่มให้ถึง 1 ลิตร (น้ำอุณหภูมิห้อง) และน้ำมันมะพร้าวยังช่วยฆ่าเชื้อโรคหลากหลายรูปแบบได้ด้วยค่ะ ถ้าใครที่ไม่มีปัญหาในการทานน้ำมันมะพร้าว ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี

แต่การกินน้ำมันมะพร้าวจะทำให้คนที่เคยกินของหวาน มัน ทอด นอนดึก มานาน จนทำให้มีไขมันพอกตับ หรือไขมันเลวสะสมในร่างกาย และมีแนวโน้มเป็นสิว มีสิวขึ้นได้ในระยะแรก ๆ ซึ่งบอกระยะเวลาไม่ได้ในแต่ละคนค่ะ ถ้าไขมันเลวหมดจากตับและร่างกายเมื่อไหร่ สิวอุดตันและอักเสบก็จะหายไปเองค่ะ โดยที่เราต้องไม่รับของใหม่เพิ่มระหว่างบำบัดด้วยน้ำมันมะพร้าวเลย จะเห็นผลเร็วกว่า ไม่ต้องก้าวหน้าและถอยหลังไป ๆ มา ๆ ค่ะ เป็นวิธีที่ประหยัด แต่ต้องอดทนและปล่อยวางสูง ถ้านอยด์กับสิวขับพิษได้ง่าย ไม่แนะนำวิธีนี้ค่ะ ให้เลือกวิธีด้านบนแทน คือ เกลือหิมาลัยมะนาว อาหารเสริม หรือสมุนไพร เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างช่วงเวลาล้างพิษช่วงหนึ่งค่ะ แนะนำให้ดูคลิปที่ได้สอนเกี่ยวกับการล้างพิษพื้นฐานเพิ่มเติมดังนี้


Live #บีมพบแฟนเพจ 4 ก.ค. 61 “อยากรักษาสิว อยากล้างพิษ อยากหายขาด แต่กลัวสิวขับพิษ
Live #บีมพบแฟนเพจ 18 ก.ค. 61 : 3 วิธีล้างพิษอย่างง่ายฉบับผู้เริ่มต้น

36580397_2298876336819744_3320340479534432256_o

โพรไบโอติคส์ (probiotics) คือแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ถือเป็นทหารของลำไส้และระบบภูมิคุ้มกันระบบใหญ่ที่สุดของร่างกาย (Dr.Axe กล่าวว่า ระบบภูมิคุ้มกัน 80% อยู่ที่ลำไส้ และแพทย์ทางเลือกหลาย ๆ ท่าน ก็ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพลำไส้ก่อนอย่างอื่น เพราะถ้าที่นี่ดี สุขภาพจะดีเอง)

แบคทีเรียที่มีประโยชน์นี้ โดยปกติแล้วจะเป็นแบคทีเรียที่จะสามารถมีจำนวนลดลงได้ เมื่อสภาพของลำไส้สกปรก คนนั้นมีความเครียดสูง กินยาปฏิชีวนะ (ที่ฆ่าทั้งเชื้อที่ดีและไม่ดี ยารักษาสิวก็จะมียากลุ่มนี้อยู่ด้วย) กินยาคุมกำเนิด ไม่กินผักผลไม้สดจำนวนมาก ๆ และถ้าเมื่อใดที่แบคทีเรียที่ดีนี้ลดลง จะทำให้แบคทีเรียที่ไม่ดีขยายอาณาจักร ซึ่งมีผลทำให้เกิดพิษและแก๊สพิษเป็นบริเวณกว้างในลำไส้ (เหมือนถังขยะที่หมักเน่าเหม็นไม่ได้ล้าง มีหนอนมากมาย ประมาณนั้นนะคะ) ด้วยลำไส้เช่นนี้ จะทำให้ลมที่ผายออกมามีกลิ่นแรง อุจจาระมีกลิ่นแรง มีกลิ่นตัว กลิ่นปากแรง และทำให้เป็นสิวและฝ้า หน้าหมองคล้ำ เป็นต้น

ระบบย่อยอาหาร ระบบดูดซึมเสียหาย ระบบขับถ่ายทำงานไม่ปกติ บ้างก็ท้องเสีย บ้างก็ท้องผูก เป็นประจำ เป็นภูมิแพ้ ป่วยบ่อย ๆ ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ผิวหนังแพ้ง่าย ประเภทน้ำเหลืองเสีย มักจะมีสาเหตุมาจากตรงนี้ทั้งหมดค่ะ ซึ่งปัจจุบันมีงานวิจัย แพทย์ นักโภชนาการ นักวิทยาศาสตร์ สนับสนุนเรื่องคุณประโยชน์ของโพรไบโอติคส์ต่อสุขภาพมาเป็นกระแสหลักอีกกระแส และเมืองไทย มีหนังสือ Microbiota อวัยวะที่ถูกลืม โดยคุณหมอผิง ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ชัดเจนนะคะ ว่าการเป็นสิวเรื้อรัง อาจจะมาจากโพรไบโอติคน้อย หรือไม่มีเลยค่ะ ลองหาอ่านกันดูได้เลยค่ะ ^^

วิธีการแก้ปัญหา
ให้เติมโพรไบโอติคโดยการกินแหล่งอาหารที่มีโพรไบโอติคส์ เช่น โยเกิร์ต (ที่ไม่ทำจากนมวัว) นมหมักคีเฟอร์ ข้าวหมาก เป็นต้น (เลือกที่ไม่แพ้ ถ้าแพ้ กินแล้วจะคันสิว ไม่สบายหน้า ไม่สบายตัวใน 4-12 ชั่วโมงหลังกิน โดยมีข้อแม้ว่าต้องไม่กินอย่างอื่นที่น่าสงสัยว่าจะเพิ่มพิษให้ตัวเองเพิ่มหลังจากนั้น

โดยให้ดูที่ลิสต์ของกิน 10 อย่างไว้ก่อน เช็คได้ที่ https://bye-bye2acne.blogspot.com/2017/04/foods-cause-acne.html) และดื่มน้ำปั่นผักผลไม้พร้อมกันหรือในเวลาเดียวกัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้งในช่วงก่อน 9 โมง

หรืออีกสูตรที่มีกัลยาณมิตรได้ทดลองทำแล้วเห็นผลดีและแนะนำมา คือ กินโยเกิร์ตราดกล้วยดิบปั่น (สูตรคุณหมอสันติ มานะดี) ทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 ครั้ง (บีมแนะนำเป็นช่วงเช้าก่อนอาหารมื้อแรก หรือหลังตื่นนอนไม่เกิน 7 โมง)

36543852_2298876986819679_4596428417691287552_o

น้ำตาลเป็นอาหารของเชื้อโรค เป็นอาหารของเชื้อไม่ดี เป็นอาหารของยีสต์ที่ไม่ดี ซึ่งจะทำให้สิวหายช้า เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน อักเสบซ้ำซ้อนบริเวณเดิม ๆ

นอกจากนี้ การกินน้ำตาลยังทำให้เกิดสิวฮอร์โมน คือ ทำให้น้ำตาลในเลือดแกว่ง น้ำตาลในเลือดที่ขึ้นและลงไม่สม่ำเสมอนี้ จะทำให้เกิดการผลิตฮอร์โมนผู้ชายชื่อ แอนโดรเจน ที่สูงขึ้นมาก เป็นผลทำให้มีน้ำมันถูกผลิตมากเกินไป ไขมันมาเติมเป็นอาหารเชื้อโรคในรูขุมขน และจากแค่เพียงระดับน้ำตาลที่แกว่ง ก็ส่งผลต่อเนื่องให้เซลล์ผิวผลิตมากขึ้นกว่าปกติ ก่อการอุดตันจากระดับภายในรูขุมขน ผสมกับน้ำมันที่ถูกส่งมาที่รูขุมขนมากขึ้น ก็เป็นผลให้สิวอักเสบและอุดตันมากขึ้นค่ะ

เข้าใจกลไกของการแกว่งของระดับน้ำตาลต่อการเกิดสิว หน้ามัน และอุดตันได้ที่ https://bye-bye2acne.blogspot.com/2009/08/1.html

วิธีการแก้ปัญหา


งดน้ำตาลได้ 100% จะหายเร็วมาก เพราะเชื้อโรคและยีสต์จะไม่ได้อาหาร มันจะตายเร็ว ถ้ามันตายหมด สิวเราจะหายค่ะ สั้น ๆ ง่าย ๆ แบบนี้เลยจริง ๆ

งดมากหายเร็วมาก งดน้อยหายช้า

นั่นเท่ากับว่า ไม่งด = ไม่หาย ค่ะ

อยู่ที่ตัวเราปรับพฤติกรรมการกินและฝึกใจของเราเองค่ะ

36533233_2298877260152985_1437489450476109824_o

อาหารคัพพะ เป็นชื่อเรียกอาหารของแนวอายุรเวท ที่มีลักษณะที่หนัก เป็นครีม ข้น หวาน เค็ม ซึ่งอาหารกลุ่มนี้ จะส่งผลต่อผิวบริเวณคัพพะของใบหน้าคือ กรามนั่นเอง

อาหารคัพพะ เมื่อกินมากไป อาจทำให้เกิดอาการคั่งหรือบวมน้ำ เกิดอาการหนักตัว ตัวบวม เลือดลมเดินไม่สะดวก เป็นซีสต์ เป็นต้น

อาหารกลุ่มนี้ ได้แก่ กล้วย ทุเรียน นมวัว น้ำมันมะพร้าว ชีส เนย น้ำตาล ของรสหวาน ๆ มันสัตว์ หรือมีเกลือโซเดียมสูง ๆ เป็นต้น

วิธีแก้ปัญหา 
งดกินอาหารกลุ่มนี้ไปก่อน แม้จะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ แต่ก็ควรงดค่ะ เพราะร่างกายกำลังเสียสมดุล มีน้ำ มีมัน มีคัพพะมากไป ก็เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะหน้ามัน และมีสิวบวมน้ำขึ้นได้เช่นกัน เอาไว้สิวหายแล้ว ค่อยกลับมากินใหม่ได้ โดยไม่กินมากไปจนมีสิวขึ้นอีก36532354_2298877083486336_3544069118439194624_o

อาหารบางอย่าง เป็นของที่มีประโยชน์ แต่เราอาจจะแพ้ เช่น ไข่แดง ไข่ขาว เนื้อไก่ เนื้อหมู อาหารทะเล ข้าวสาลี (คนแพ้มาก) ถั่วต่าง ๆ นมต่าง ๆ ซึ่งการกินของที่เราแพ้ จะทำให้เกิดสิวแนวกรามขึ้นได้ โดยมักจะเป็นอักเสบ แบบไม่มีหัวอยู่ภายใน และมักจะมีอาการคัน ๆ สามารถหายได้เองเมื่อหยุดกินอาหารนั้น ๆ แล้ว และไม่มีการเติมเข้าไปใหม่ และมันไม่หลงเหลือตกค้างอยู่ในลำไส้หรือกระแสเลือดแล้ว

วิธีแก้ปัญหา
– ให้ทำเทสต์การแพ้อาหาร ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 20,000 บาท ซึ่งค่อนข้างสูง หรือ
– ทดสอบการแพ้ด้วยตัวเอง โดยต้องคลีนร่างกายให้สะอาดหมดจดก่อน จนสิวหายไปมากที่สุด (คือเรารู้สึกได้ว่า เราสิวหายเพราะร่างกายคลีนแล้วจริง ๆ โดยให้อดอาหารล้างพิษตามสูตรนี้ https://bye-bye2acne.blogspot.com/2017/06/fast-for-health.html และล้างลำไส้จนสิวยุบ หาย แล้วลองกินของต้องสงสัย วันละแค่ 1 อย่าง เช่น นมวัว ไข่แดง ไข่ขาว ถั่วเหลือง (ที่คนแพ้บ่อย ๆ) แล้วสังเกตว่า ภายใน 4-12 ชั่วโมง มีอาการหรือไม่ โดยอาหารอื่น ๆ ที่กินต้องคลีนเท่านั้นนะคะ แต่มีเพิ่มตัวเทสต์เข้าไปเพียง 1 ตัว แบบนี้เราก็จะทราบได้ค่ะ ว่าแพ้หรือไม่ ด้วยตัวเอง อาจจะใช้เวลา แต่ก็ทำให้เราเทสต์เองได้เลย โดยที่ไม่ต้องรอเก็บเงินไปทำเทสต์ค่ะ เราสามารถทดลองได้ทุกวันจนกว่าเราจะมั่นใจในผลการทดลอง (บีมยังไม่เคยเทสต์ ก็ใช้วิธีนี้ค่ะ เลยบอกได้ว่ามันเวิร์คเหมือนกัน แต่ถ้าใครแพ้เยอะจริง ๆ ก็พิจารณาการทำเทสต์ก็น่าสนใจค่ะ เพราะจะได้ตัดตัวที่แพ้ออกเลย การรักษาสิวจะเห็นผลเร็วขึ้นมาก สิวแนวนี้จะหายเร็วขึ้นมาก ถ้าไม่กินของที่แพ้)
36526999_2298876573486387_3544851347947913216_o

ผนังลำไส้อักเสบและรั่ว เป็นเหตุการณ์สืบต่อมาจาก 2 ข้อแรก กล่าวคือ ลองนึกสภาพถึงอุจจาระ ไขมันเหนียว ๆ (ไขมันทรานส์) คราบหนืดของนมวัวเหนียว ๆ ที่เกาะผนังลำไส้ ที่เกาะแบบนั้นเป็นเวลานาน ๆ สิ่งที่เกิดขึ้น ก็จะเหมือนกับการที่เราเอาน้ำเน่ามาป้ายผิวหน้าบริเวณเดิมซ้ำ ๆ กันทุกวัน ย่อมทำให้ผิวบริเวณนั้น อักเสบ และ มีปัญหา

ผนังลำไส้เป็นเยื่อ ย่อมมีความอ่อนไหวต่อพิษที่ผ่านมา ยิ่งถ้าพิษมันเกาะผนังลำไส้ด้วยแล้ว ก็จะทำให้ลำไส้มีปัญหาอักเสบและเกิดรูรั่วเล็ก ๆ (ไม่ใช่รูโบ๋ใหญ่นะคะ) ภาษาอังกฤษ เรียกว่า leaky gut syndrome ซึ่งในทางแพทย์ทางเลือกจะถือว่าโรคนี้มีอยู่จริง และส่งผลจริงต่อสุขภาพ ในขณะที่แพทย์กระแสหลักอาจจะยังไม่ยอมรับค่ะ แม้จะเป็นที่ถกเถียงกัน แต่ก็ชัดเจนว่า เมื่อลำไส้มีสุขภาพที่ดีแล้ว สิวจะหายไปได้จริง ๆ และผิวจะแข็งแรงขึ้นจริง นั่นคือสิ่งที่ทุกคนจะพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรออ่านงานวิจัยเพิ่มเติมอีกค่ะ สามารถทดลองทำเองได้เลย

วิธีการแก้ปัญหา
นอกจากจะทานโพรไบโอติคส์และน้ำปั่นผักผลไม้แล้ว ซึ่งเป็นวิธีหลักในการแก้ปัญหานี้ เพราะต้องให้โพรฯ เข้าไปจัดการ เขาเป็นทหารที่จะช่วยเรื่องนี้โดยตรง ถ้าเราไม่มีเขาเพียงพอ เราจะไม่มีวันหายจากสิวเด็ดขาด ต่อให้กินอาหารเสริมที่ดีแค่ไหนก็ตาม เราจะไม่มีวันหายอย่างยั่งยืนค่ะ เราจะต้องกินอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบเพิ่มเช่น ขมิ้นชัน โอเมก้า 3 จากน้ำมันงาม้อน เมล็ดเจีย เมล็ดแฟล็ก เป็นต้น จะเป็นรูปแบบสมุนไพร อาหารเสริมที่เชื่อถือได้และมีคุณภาพดี หรือของสดได้ยิ่งดีค่ะ โดยให้กินเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้งในตอนเช้าหลังตื่นนอน ก็จะช่วยลดการอักเสบในผนังลำไส้ลงได้ค่ะ36512504_2298877166819661_1285878152899330048_o

ไขมันทรานส์ เป็นไขมันตัวร้ายที่สุด ที่ไม่ว่าแพทย์กระแสใดก็ยกให้เป็นผู้ร้ายคร่าชีวิตมนุษย์อันดับ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว ไขมันทรานส์เป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดปัญหาสิวแนวกรามเช่นกัน ซึ่งพบได้ในของทอดด้วยน้ำมันผ่านกระบวนการ (processed oil) เบเกอรี่ส่วนใหญ่ ครีมเทียม มาการีน กลุ่มนี้ใช่ทั้งหมด ที่มักจะพบได้ในขนมเด็ก ของกรุบกรอบ ขนมถุง

ไขมันนี้เป็นพิษต่อร่างกาย 100% เข้าไปเป็นภาระของตับอย่างสูง ร่างกายย่อยไม่ได้ กำจัดออกได้ยาก ตกค้าง ติดที่ผนังลำไส้ มีแพทย์ทางเลือกหลายท่านกล่าวว่า ไขมันชนิดนี้ เมื่อเข้าไปแล้ว จะไปเกาะและเคลือบผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารและน้ำไม่ได้ เป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนกินมาก แต่ยังผอม หรือบางคนดื่มน้ำมาก ก็ปัสสาวะมาก และรู้สึกร่างกายยังร้อนตลอดเวลา

มีผลการทดลองที่ชัดเจนว่า เมื่อได้ล้างไขมันชนิดนี้หรือไขมันเลวออกจากระบบร่างกายทั้งหมดแล้ว จะทำให้สิวหายได้จริง และระบบหมุนเวียนของร่างกายดีขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้สุขภาพและผิวทั้งหมดยกระดับขึ้นได้รวดเร็ว (เมื่อล้างออกหมด)

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับไขมันทรานส์ได้ที่เว็บของ สสส.
https://goo.gl/YtcZH4

ดูคลิปที่อธิบายเรื่องไขมันทรานส์และพิษของมันให้เข้าใจง่ายด้วยการ์ตูน
https://youtu.be/thB4V2_hcDI

ตอนนี้เป็นของพิษกฎหมายแล้วค่ะ มีกฎหมายห้ามจำหน่ายแล้ว ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2LEPfmP

วิธีแก้ปัญหา
งดกินไขมันทรานส์ 100% และล้างไขมันทรานส์เก่าออก ด้วยการล้างทุกระบบ ตับ เลือด น้ำเหลือง ลำไส้ ซึ่งสามารถกินได้ทั้งรูปแบบสมุนไพร อาหารเสริม หรือทำการล้างพิษตับอย่างถูกวิธี และออกกำลังกาย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที จะทำให้สามารถผลักไขมันทรานส์ออกจากระบบร่างกายได้เร็วขึ้นค่ะ เมื่อไขมันทรานส์ออกหมด สิวทุกประเภทจะหายไปเองค่ะ พร้อมกับปัญหาหน้ามันมากก็จะหมดไปเช่นกัน36505177_2298876713486373_6361657987777429504_o

พยาธิเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามไปและคิดว่าตัวเองไม่มี (เพราะบีมก็เคยคิดมาก่อนเหมือนกัน) แต่ อ.สุทธิวัสส์ คําภา นักธรรมชาติบำบัดเชี่ยวชาญการใช้เพนดูลั่มอ่านโรค ได้กล่าวว่า พยาธิเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสุขภาพของคนไทยอีกสาเหตุหนึ่ง ที่คนไทยมองข้าม แต่พยาธิในบ้านเรามีมาก เพราะเป็นเมืองร้อน จึงควรต้องถ่ายพยาธิสม่ำเสมอทุกเดือนหรือเมื่อรู้สึกว่ามีอาการเพลีย เหนื่อยง่าย โดยบีมแนะนำให้ถ่ายพยาธิร่วมกับการดีท็อกซ์ลำไส้ไปด้วย จะทำให้พยาธิที่ตายแล้วสามารถออกมาพร้อมกับอุจจาระได้หมด (เป็นคำแนะนำของเภสัชกรที่ร้านขายยา เขาจะให้ยาถ่ายพยาธิมาพร้อมกับยาระบาย แต่บีมใช้วิธีของตัวเองในการดีท็อกซ์โดยไม่กินยาระบาย เลือกที่เราสบายใจเลยนะคะ วิธีไหนก็ได้ ขอให้มีการดีท็อกซ์ร่วมกับการถ่ายพยาธิก็โอเคค่ะ)

 

ทำไมการรักษาสิวที่รีวิวบนเน็ตส่วนใหญ่ จึงใช้ไม่ได้ผลกับคุณ ?

คุณอาจจะสงสัยว่า…
ทำไมบางคน “เป็นสิว” ไปคลินิก พอไม่ไปแล้ว ก็สิวหายได้
ทำไมบางคน “เป็นสิว” ใช้ผลิตภัณฑ์ตามที่รีวิวในอินเตอร์เน็ต ก็สิวหายได้
ทำไมบางคน “เป็นสิว” ใช้สมุนไพร หรือ ของสด พอก ทา ก็สิวหายได้
ทำไมบางคน “เป็นสิว” กินอาหารเสริม สมุนไพร บางตัว ก็สิวหายได้
แล้วทำไม วิธีการเหล่านั้น จึงไม่สามารถ “แก้ปัญหาสิว” ให้กับคุณได้บ้าง???
จุดแตกต่างระหว่างคุณกับคนกลุ่มนั้น มีดังนี้ค่ะ
“สิวของคุณ” มี “สาเหตุ” ที่ “ซับซ้อน” กว่า
“สิวของคุณ” มี “สาเหตุ” ที่ “ลึก” กว่า
“สิวของคุณ” เป็น “มานาน” กว่า
ตามที่บีมได้เขียนอธิบายไปแล้ว ในบทความ “เข้าใจเรื่องสิวแนวองค์รวม” http://bit.ly/2Hg3TfG
คุณจะเข้าใจได้ว่า “ก่อนจะเป็นสิว 1 เม็ด” มันเกิดมาจาก “พฤติกรรม” มากมายที่สะสมมาเรื่อย ๆ จนในที่สุด มันครบองค์ประกอบให้เกิดสิว มันก็ผุดขึ้นมาไม่หยุด เพราะ คุณได้สร้าง “บ่อ” อาหารเลี้ยงสิวขนาดใหญ่ไว้เสียแล้วในร่างกาย จะรื้อถอนบ่อนั้นได้เร็วแค่ไหน ก็อยู่ที่ “ขนาดของมัน” ยิ่งบ่อใหญ่ ไขมัน น้ำตาล พิษ ความโกรธแค้น พยาบาท คิดลบ สะสมไว้ในกายและจิตมากเพียงใด บ่อมันก็ใหญ่เท่านั้น!!!
ที่ใช้ 4 วิธีการข้างต้น แล้วหายได้ ก็เพราะ อาจจะเป็นสิวที่ “ผิวๆ” คือ ขึ้นแค่ที่ผิว แต่ภายในยังปกติดี หรือ เป็นไม่มาก การเติมสารอาหารบางตัวจากอาหารเสริมเข้าไปนิดหน่อย ล้างพิษสักเล็กน้อย ก็กำจัดต้นเหตุของสิวชุดนั้นออกไปได้แล้ว โดยที่ยังไม่ทันได้สะสมหรือทำให้เสียสมดุลมากมายนัก
เช่น บางคน ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เครียดหนัก สิวขึ้นมาก ๆๆๆ ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่พออีก 1 เดือนถัดมา แก้ปัญหาได้ และ มีโอกาสได้ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ทำสิ่งที่ชอบ สิวก็จะค่อย ๆ หายไป ซึ่งการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แม้จะเป็นเคมีหรือยา เขาก็จะใช้แค่ฆ่าเชื้อแค่เพียงไม่นาน พอเชื้อหมด สิวก็ยุบหายไป และไม่มีความเครียดสะสมต่อเนื่องมากระทุ้งซ้ำอีก เขาก็ไม่เป็นสิวอีก จนกว่าจะเครียดหนัก เสียสมดุลหนัก ๆ หรือเปลี่ยนอาชีพ แล้วทำให้ร่างกายต้องเดินผิดปกติไปจากธรรมชาติ โอกาสที่จะมีสิวขึ้นอีก ก็เป็นไปได้เช่นกัน
คุณพอจะเห็นภาพไหมคะ คือ คนที่ใช้ 4 วิธีข้างต้นแล้วหายได้แบบง่าย ๆ แม้จะเป็นยา เคมี ก็ตาม แต่เขาใช้มันกับผิวไม่นาน สิวที่เกิดขึ้น มันเป็น “ผล” เฉพาะ “เหตุการณ์ก่อนหน้า” แบบชั่วคราว ที่ร่างกายได้รับ “ความเครียด” และ ทำงานไม่ปกติ อาหารไม่ย่อย ฯลฯ แต่พอร่างกายและจิตใจเขาเป็นปกติแล้ว ธรรมชาติของร่างกายเขาจะจัดการได้เอง เพราะปกติเขาอาจจะนอนเร็วอยู่แล้ว ไม่กิน Junk Food อยู่แล้ว แค่จิตใจเครียดมากกว่าปกติ พอหายเครียด ก็ไม่มีสาเหตุภายในมากระทบอีก แค่กำจัดเชื้อสิวของรอบก่อนให้หมดไป ก็หายแล้ว
หรือบางคน แค่แพ้ครีม ไม่ได้มีสาเหตุจากภายใน แค่หยุดครีมที่แพ้ หยุดครีมมีสเตียรอยด์ แล้วใช้ตัวฆ่าเชื้อสิวที่ขายทั่วไป (แต่ผสมเคมีและยา) ซึ่งเหมือนกันนค่ะ ถ้าไม่รบกวนผิว มันจะหายได้เองอยู่แล้ว เพราะ ร่างกายเรามีพลังเยียวยาตามธรรมชาติ ถ้าเขามีพลังนี้อยู่มาก เขาก็แค่หยุดครีม ใช้น้ำเปล่าล้าง ไม่แต่งหน้า ไม่โดนแดด หรือปกป้องผิวจากแดด ความร้อน ทายาฆ่าสิวอีกหน่อย กินอาหารเสริมอีกนิด มันก็หายได้แล้ว…
พอจะเข้าใจแล้วนะคะ ว่าเขาเป็นแค่ “ผิวๆ” ซึ่งพลังงานในการเยียวยาและกำจัดพิษของตัวเขาเอง ยังมีสูง ทำให้ผิวโดยรวมไม่ร้อน ไม่อักเสบง่าย ไม่อ่อนแอ ถ้าเขาดูแลผิวให้ปราการผิวแข็งแรงกลับคืนมา และเชื้อสิวหมดไป ก็จบปัญหาสิวค่ะ
ดังนั้น ในการแก้ปัญหาสิวชนิดเรื้อรังที่ใช้วิธีที่เขาใช้กันทั่วไปไม่หาย มันต้องใช้ “วิธี” ที่ต่างไป จึงจะได้ผล ซึ่งก็คือวิธีคิด วิธีมอง วิธีทำ ตามที่บีมนำเสนอเลยค่ะ ซึ่งขอยกตัวอย่าง ก่อนจบบทความนี้ เพื่อให้คุณเห็นภาพมากขึ้น ถึงวิธีการแก้ปัญหาสิวชนิดนี้
แก้ปัญหาสิวเรื้อรัง ก็เหมือน “ฟื้นฟูสภาพบ้านร้าง”
ในการแก้ปัญหาสิวชนิดเรื้อรัง ก็เหมือนการไปพบเจอ บ้านร้าง ๆ ที่ไร้คนสนใจ แต่อยู่ในตัวเมืองใหญ่ ๆ สิ่งรบกวนเยอะ ๆ แห่งหนึ่ง
เมื่อคุณไปพบ สิ่งที่คุณต้องทำ คือ ค่อย ๆ จัดการไปทีละส่วน เริ่มจาก เอาสิ่งที่เน่าเหม็นออกไปเสียให้หมดก่อน เก็บทำความสะอาดทุกซอกมุม และต้องเก็บกวาดทำความสะอาดเล็ก ๆ น้อย ๆ กันไปทุกวัน แน่นอนว่า ฝุ่น ควัน สิ่งกระทบ ที่ทำให้บ้านสกปรก มันมาทุกวัน แต่คุณมีความสามารถ มีพละกำลังที่จะเอามันออกไปได้ ยิ่งดูแลบ้านได้ดีเท่าไหร่ ระยะเวลาในการทำความสะอาดครั้งต่อไป เพื่อให้บ้านสะอาดอยู่ได้ ก็ลดลงเท่านั้น
ร่างกายที่เป็นสิว ก็เหมือน “บ้านร้าง” หลังนั้น เราอยู่กับเขาตลอดแต่ไม่รู้วิธีดูแล ปล่อยทิ้งเขาให้เน่าเสีย จนกระทั่งเขาต้องระบายออกมาให้เห็น เตือนก็แล้ว (ด้วยการป่วยลักษณะต่าง ๆ เช่น ท้องผูก ไอเรื้อรัง ภูมิแพ้ สิว ผิวแพ้ง่าย)
สิว คือ สัญญาณ ที่ร่างกายส่งมา “เตือน” ว่า “หยุดได้แล้ว” “ไม่ไหวแล้ว”
ซึ่งคุณก็ต้อง “หยุด” ทุกอย่างก่อน เพราะ คุณยังไม่รู้เลยว่า เป็นสิว “เพราะอะไร”
แล้วทำความสะอาดเขาก่อนเป็นลำดับแรก และทำความสะอาดทุกวัน ไม่กินอาหารปลอด ไม่ดื่มน้ำ ไม่ทำอะไรที่ร่างกายไม่ชอบ (เราชอบ แต่ร่างกายไม่ชอบ ทำมาทั้งชีวิตแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนให้ได้ค่ะ เอาที่ร่างกายชอบ แม้เราไม่ชอบ ต่อไปเมื่อผิวดี สุขภาพดี หุ่นดี เราจะชอบไปเอง)
แล้วค่อยๆ ซ่อมแซม ฟื้นฟู บำรุง ด้วยของดี ๆ ด้วยพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมให้มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ ซึ่งบีมมีวิธีการเริ่มต้นให้แล้วอย่างง่าย ๆ ทำเองได้เลยที่นี่ค่ะ >>> http://acnefree101.blog

ปฏิวัติ “วิธีคิด” พิชิต “สิวเรื้อรัง” (แบบองค์รวม)

“สิวเรื้อรัง”

“สิวซ้ำซาก”

“ผิวแพ้ง่าย”

“ผิวระคายเคือง”

“ผิวอ่อนแอ”

เป็น “ปัญหาใหญ่” ของคนยุคนี้

และมันกำลัง “ลุกลาม” เหมือน “โรคระบาด”

ที่แพร่มาจาก “วัฒนธรรมแดกด่วน” ของประเทศพี่ใหญ่ คือ อเมริกา

เข้าสู่ประเทศในแถบเอเชีย และไม่พ้นบ้านเรา…

ลุกลามจาก “เมืองใหญ่” สู่ “ต่างจังหวัด” ขึ้นเรื่อย ๆ

ตามวัฒนธรรมการกินอยู่ที่ผิดธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ

บีมอยู่พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ มาตั้งแต่เล็กจนถึงชั้น ม.6

และกลับมาอยู่เชียงรายอีกครั้งตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน (ปี 2561)

แต่ก่อน สาวพะเยา – เชียงราย จะหน้าใสแบบธรรมชาติมาก ๆ

แต่เดี๋ยวนี้ วัฒนธรรมแต่งหน้าสไตล์ญี่ปุ่น เกาหลี แป้งโบ๊ะหนา

ภาพยนตร์ สื่อเฟสบุ๊ค เฟสขายครีม เว็บขายครีม สื่อทีวี ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ

เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเด็กวัยรุ่นและคนทำงานที่นี่…

หลายคนไปเรียน กทม. และเชียงใหม่ กลับมาเชียงราย

ก็เอาวัฒนธรรมเหล่านี้ มาสู่ที่นี่ด้วย

และยังมีร้านอาหารกลุ่ม “แดกด่วน” ไขมัน น้ำตาลสูง

ที่เห็นคนเข้าไม่หยุดหย่อน เสมือนเป็นเทรนด์ว่า

ถ้าไม่เข้า ก็จัดว่า “เชยมาก”

…นั่นไม่ผิด แต่ ทำให้คนเชียงราย

ที่เคยหน้าใส สิวขึ้นเพิ่มเป็นสัดส่วนเยอะมาก ๆ

จากเมื่อก่อน เดินผ่าน 10 คน จะเจอ 1 คน

เดี๋ยว เดินผ่าน 10 คน จะเจอคนที่มีปัญหา 5 ข้อด้านบน

รวมกันทุกข้อ ไม่ก็ข้อใดข้อหนึ่งอยู่มากกว่า 5 คนแน่นอน

เขียนร่ายซะยาว…

เพียงเพื่อให้เข้าใจว่า

“สิวเรื้อรัง” คือ โรคระบาดทางวัฒนธรรมในการกินอยู่

ที่ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ไม่ได้ต้องการ

แต่คนยุคนี้ ด้วยความไม่รู้ กลับ “ยัด ยัด ยัด”

อะไรต่อมิอะไรไม่รู้ เข้าไปให้เขา

แล้วไง…พอขึ้นมาเป็น “สิว” ก็ยังไม่รู้

ว่านั่นคือ สัญญาณเตือนภัย ว่าต้อง “หยุด” ได้แล้ว!!!

พอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมคะ

ว่า “สิวเรื้อรัง” มันมีที่มาแบบนี้

ซึ่งมีภาวะนี้กันลามไปทั่วโลกแล้ว

สาวจีนที่ว่าผิวดี

ถ้าไปเลียนแบบการกิน “แดกด่วน”

ก็คง “หนีไม่พ้น” ชะตากรรมเดียวกับสาวชาติอื่น

คนไม่เป็นสิว ก็ปล่อยไป ไม่ใช่ประเด็นที่เราสนใจ

เพราะ ร่างกายคนไม่เป็นสิว ใช่ว่าวันหนึ่งจะเป็นไม่ได้

ถ้า “ยัดไม่หยุด” ขนาดนั้น

ต่อให้ไม่เป็นสิว ก็ต้อง มีพุง มีกลิ่นตัว มีเซลลูไลท์

ยกเว้น มียีนส์ดีจริง ๆ ที่ทำบุญมาไว้ดี

ที่ยังกันสิวในชาตินี้ได้ แต่ถ้ายังกินและฝืนธรรมชาติไปแบบนี้

มันจะต้องมีสักชาติที่เป็นสิวแน่นอน…

ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องของเรา…ไม่ต้องสนใจ ให้เขาจัดการตัวเอง

เรา “สนใจ​” เรื่อง “ของเรา” ก็พอ…

ผู้ที่มีปัญหาสิวประเภทนี้

จึงสมควรที่จะหยุดดู “รีวิว” และ “เลิก” ใช้ของ “ตามรีวิว” เสียที

เพราะสิ่งที่เขารีวิวส่วนใหญ่ มันไม่ได้เหมาะกับผิวของคุณ

ซึ่งมีปัจจัยจากตับ ลำไส้ เลือด น้ำเหลือง เพิ่มเติม

คุณจะเป็นกลุ่มที่ “ใช้อะไรก็ไม่หาย” …

ต่อให้อาหารเสริม ครีม ยา เทพขนาดไหน

พอไม่ใช้แล้ว ก็กลับมาเป็นอยู่ดี

และอาจหนักกว่าเดิม

เพราะตอนสิวหายจากการใช้และกินพวกนี้

คุณก็บุกหนัก ยัด ยัด ยัด หนัก ๆๆๆๆ

ก็สั่งสม “เหตุ” แท้จริงของสิวเพิ่มไป

สุดท้าย ก็โทษว่า “ใช้อะไร สิวก็ไม่เห็นจะหายเลย”!!!

อ้าว…

ก็สาเหตุคือ “วิธีคิด” “วิธีเข้าใจ” “วิธีมอง” ปัญหาสิวของคุณ ต่างหาก…

พอคุณ “เข้าใจมันไม่ถูก” วิธีทำ “มันก็ไม่ถูก”

แล้ว “สิวจะหายได้อย่างไร”???

แก้ปัญหา 5 ข้อข้างต้น

เร่ิมต้นที่ “หยุด”

แล้ว “ทบทวน” มุมมองของตัวเองต่อ “ปัญหาสิว” ใหม่

ว่า “มันตรงหรือยัง” กับ “ธรรมชาติของมัน”

แล้วเริ่มแก้ที่ “วิธีคิด” + “วิธีทำ”

ทำซ้ำต่อเนื่อง อย่างมีเป้าหมาย

ว่าจะสิวหาย “เพื่ออะไร”???

บอกเลย ว่ารื้อถอนพฤติกรรมและกิเลส

ที่ทำให้เป็นสิวมาขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่ไม่เกินวิสัยมนุษย์คนหนึ่งจะทำได้!

ถ้าคุณยังดูถูก และ ไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้

ลองดูคลิปนี้…

คุณคิดว่า…

ความสำเร็จที่เห็น “ได้มาง่าย” รึเปล่า?

รักษาสิวให้หายขาด

ก็ “ท้าทาย” ไม่แตกต่างจากการเล่น Extreme ที่คุณเห็นสักเท่าไหร่

คนที่หายขาด กับ ไม่หายขาด

ไม่ได้ต่างกันที่ใครฉลาดหรือรู้มากน้อยกว่ากัน

แต่สำคัญที่ Passion และ เหตุผลที่จะต้อง “หายขาด”

If there is a will, there will be a way!

ถ้ามีใจจะไปถึง มันจะมีทางปรากฏ!

เหตุผลของคุณคืออะไร?

ให้มัน “ใหญ่พอ” ที่จะเอาชนะ “ความเคยชิน” กับ “ผลลัพธ์” เดิม ๆ ของคุณได้

คนที่ลงมือทำมาก เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองมาก คำถามและการบ่นจะน้อย

คนที่ลงมือทำน้อย เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองน้อย คำถามและการบ่นจะมาก

คนสำเร็จ จะมีเพียง 20%

คนไม่สำเร็จ จะมี 80%

และคุณนั้น “คือคนเลือก”!!!

หน้าใส ผิวดี หุ่นดี

ไม่ใช่ “ความบังเอิญ”

แต่คือ “การเลือกที่จะเป็น” แล้ว “ลงมือทำ” จนเห็นผลลัพธ์

ด้วยรัก

#บีมซีเคร็ต2017

อายุเกิน 20 แล้ว ทำไมยังเป็นสิว?

สิว คือ อะไร?

สิว เป็นปัญหาของผิวที่เข้าใจตรงกันว่า เป็นเม็ด ๆ รูปแบบต่าง ๆ ที่ขึ้นบนหน้า

มีหลายรูปแบบ มีหลายลักษณะ และมาพร้อมกับปัญหาผิวในรูปแบบผิวเสียสมดุล ไม่ว่าจะเป็น หน้าขาดน้ำ หน้ามันไป ผิวอ่อนแอ ผิวแพ้ง่าย รอยแดงที่ไม่ยอมหาย ฯลฯ

ความเข้าใจเรื่องสิวที่บอกหรือสอนกันทั่วไป อาจจะแก้ปัญหาได้สำหรับบางคน ที่ไม่ได้เป็นสิวมากมายนัก หรือพึ่งเริ่มเป็น การใช้ยาและการเข้าคลินิก ก็เป็นวิธีที่ได้ผลดีและใช้เวลาไม่นาน

แต่…สำหรับบางคนล่ะ ที่เป็นสิวเยอะ เป็น ๆ หาย ๆ เป็นซ้ำซากที่เดิม ๆ ของเก่าไม่ทันหาย รอยไม่ทันจาง สิวล็อตใหม่มาอีกแล้ว (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิง เพราะ สัมพันธ์กับรอบเดือน)

สิวแบบนี้ล่ะค่ะ ที่บีมเป็นมาโดยตลอดตั้งแต่อายุ 11 ปี และ พึ่งมาหายเอาตอนที่เข้าใจแล้วว่า มันเกิดจากอะไรจริง ๆ นี่เอง เข้าใจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดถึงขั้นรู้วิธีป้องกันได้ก็ตอนอายุ 33 ปี รวมระยะเวลาที่บีมต้องอยู่กับมันประมาณ 23 ปี

สิวแบบนี้ เขาเรียกว่า “สิวเรื้อรัง” นั่นเองค่ะ

สาเหตุของสิวเรื้อรัง

สิวเรื้อรัง มีสาเหตุหลักมาจาก “ความไม่รู้” คือ ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ตัวเองเป็นแบบนั้น และส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับ “พฤติกรรม” ที่ทำสะสมมาเรื่อย ๆ โดยที่เราคิดว่ามันเป็นปกติของชีวิตนั่นเอง เพราะ ใคร ๆ เขาก็ทำกัน แต่ทำไม “ฉันดันเป็นสิว”?

10 พฤติกรรมหลักที่เป็นสาเหตุของสิวเรื้อรัง มีดังนี้

  1. การกินของที่เป็นพิษต่อร่างกาย
  2. การกินของที่ร่างกายไม่ได้ต้องการ
  3. การกินผิดเวลาที่ควรจะกิน
  4. การนอนผิดเวลา
  5. การไม่ออกกำลังกาย
  6. การสะสมความเครียด
  7. การสะสมกิเลสและอารมณ์ลบ
  8. การใช้สารเคมีและยากับผิวต่อเนื่อง
  9. การกินอาหารเสริมและยาด้วยความเชื่อที่ผิด
  10. การไม่ขับถ่ายในเวลาที่ต้องขับถ่าย

บางคนอาจจะสงสัยว่า

  • แต่ก่อนเราก็หน้าใส ไม่เคยเป็นสิว แล้วทำไมจึงมาเป็นตอนอายุเลย 25 ปี?
  • เพื่อนเราก็ทำ น้องเราก็ทำ พี่เราก็ทำแบบนี้ ทำไมไม่เห็นเป็นสิวเลย?

คุณต้องเข้าใจหลักสำคัญของธรรมชาติ 3 ข้อนี้ก่อนว่า

  1. คนเราเกิดมา ไม่มีใครเหมือนใคร แม้แต่คนเดียว (คนเรามียีนส์แตกต่างกัน)
  2. ทำเหตุอย่างไร ได้ผลอย่างนั้นแน่นอน (ชกกำแพง ยังไงก็ต้องเจ็บ ไม่ได้เป็นสิว ก็อาจจะเป็นอย่างอื่นได้)
  3. การที่ผลยังไม่แสดง เป็นเรื่องของวาระกรรมของแต่ละคน ไม่มีใครกำหนดกฎเกณฑ์ได้ มันจะเป็นไปตามธรรมชาติของวาระกรรมของแต่ละคน

แต่ไม่ว่าวันนี้คุณจะเป็นสิวหนักแค่ไหน บีมอยากให้กำลังใจในฐานะรุ่นพี่ที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้มาก่อน และมาอยู่ในจุดที่สบายใจกับเรื่องสิวทุกแง่มุม ไม่มีสิวเม็ดไหนมาทำให้บีม “เป็นทุกข์” ได้อีกต่อไปเหมือนที่ผ่านมา สิวจะไม่มีวัน “ทำร้าย” บีมได้อีกต่อไป

ชีวิตของบีม “เป็นอิสระ” จากสิว “ตลอดกาล”

บีมขอขมวดไว้สั้น ๆ แบบตกผลึกเน้น ๆ เลยว่า

“สิวเรื้อรัง เกิดจากความไม่รู้และพฤติกรรมที่ทำด้วยความไม่รู้นั้นเอง หากต้องการแก้ปัญหาสิวเรื้อรังให้หายอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คุณก็แค่เรียนรู้เกี่ยวกับมันอย่างจริงจัง และ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง ก็เท่านั้นเอง”

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับทุกคน คือ การเอาชนะด้านลบที่ฉุดคุณไว้นั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็น ความขี้เกียจ ความติดรสชาติ ความรักสบาย ฯลฯ จนทำให้เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายแห่งการมีสุขภาพที่ดีได้อย่างแท้จริง

การรักษาสิวในแนวทางของบีม มันเป็นมากกว่า การรักษาสิว เพราะ

  • มันคือ การทำความรู้จักตัวเองทุกแง่มุมทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ
  • มันคือ การปฏิบัติธรรม
  • มันคือ การเอาชนะด้านลบและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

มัน คือ หนทางแห่งความสำเร็จในชีวิตที่คุณจะนำไปใช้ได้กับทุกด้านของชีวิต
มัน คือ ความภูมิใจที่คุณสร้างขึ้นมาเอง ด้วยการลงมือ ลงแรง ลงเวลา ของตัวเอง
มัน คิอ ชีวิตใหม่และการเกิดใหม่ของใครหลาย ๆ คน

นอกจากจะได้รับ หน้าใส สุขภาพดี หุ่นดี ผิวสวย บุคลิกดี เป็นรางวัลแล้ว คุณจะได้รับคำอวยพรอีกมากมายในชีวิต โอกาสดี ๆ งานดี ๆ ความสัมพันธ์ดี ๆ จะหลั่งไหลเข้ามาสู่คุณอีกมากมายไม่รู้จบ

เมื่อคุณเป็นสิว บีมขอให้จำไว้ว่า มันเกิดจาก “ปัญหาภายใน” ของคุณเอง

หยุดวุ่นวาย แล้วมองย้อน ทบทวน ว่าทำอะไรมา จึงเป็นสิว

หยุดวิ่งแสวงหา…ครีม อาหารเสริม ยา วิธีการมากมาย ภายนอก

เพราะ…ถ้าคุณไม่รู้ว่า “สิวที่ขึ้นนี้มีต้นตอมาจากอะไร”

คุณก็จะไม่มีวัน “จับคู่” ทางออกให้ตัวเองได้ถูกต้องเลยแม้แต่นิดเดียว

หากจะสำเร็จ ก็เป็นไปแบบ “ฟลุค” บังเอิญโชคดีที่เจอกุญแจที่ไขปัญหาได้พอดี

แต่จะมีสักกี่คนล่ะ…ที่โชคดี เจอกุญแจนั้นได้เร็ว

สู้เรา มารู้จักตัวเองกันดีกว่า

สำรวจปัญหาสิวแท้จริงให้เจอ

สำรวจให้เจอ “ต้นตอ” แห่งพฤติกรรมที่ก่อสิวเรื้อรังของคุณ

แล้ว “ถอนมันให้สิ้นซาก” ด้วยตัวคุณเอง

บีมสรุปสาเหตุสิวในวัยผู้ใหญ่ให้เรียบร้อยแล้ว สามารถคลิกคำอธิบายของแต่ละหัวข้อได้ในอัลบั้มเฟสบุ๊คนี้ค่ะ https://goo.gl/ExuLGz หรือเลื่อนลงไปอ่านเนื้อหาด้านล่างได้เลยค่ะ

 

สิววัยผู้ใหญ่ คือ อะไร?

สิวในวัยผู้ใหญ่ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Adult Acne แต่ละสำนักอาจจะให้นิยามสิวชนิดนี้แตกต่างกัน

แต่จากประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาอิสระเรื่องสิวของบีมตลอด 8 ปีที่ผ่านมา บีมให้นิยามว่า สิววัยผู้ใหญ่ เป็นสิวที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่เกินระยะเวลาของวัยรุ่นไปแล้ว

แต่โดยมากแล้ว ผู้ที่เป็นสิวจะเริ่มสังเกตเห็นตัวเองว่าเป็นเรื้อรังและเป็นเพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่ออายุประมาณ 23-25 ปีขึ้นไป และบางรายอาจจะพึ่งเป็นสิวเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไปก็มีเช่นกัน โดยหลายรายสิวมาร่วมกับโรคต่าง ๆ เช่น ซีสต์ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ผิวแพ้ง่าย ภูมิแพ้ ไซนัส เป็นต้น

ในอัลบั้มนี้ บีมจะอธิบายสาเหตุของสิวในวัยผู้ใหญ่ ที่บีมรวบรวมมาทั้งหมดจากประสบการณ์ทำงานและศึกษาเรื่องสิวมา 8 ปี ให้คุณได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับปัญหาสิว ที่อาจแตกต่างโดยสิ้นเชิงหรือต่อยอดจากสิ่งที่คุณเคยเรียนรู้และได้รับการบอกกล่าวมา ถือว่าเป็นประตูบานแรกที่จะทำให้คุณได้เริ่มดูแลตัวเองอย่างถูกต้องค่ะ

สิ่งที่คนทั่วไปมองข้ามมากที่สุดเกี่ยวกับการดูแลผิว คือ การล้างหน้า แต่ในความเป็นจริงและในทางปฏิบัติแล้ว การล้างหน้าถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการดูแลผิวของเรา เพราะช่วงที่ผิวเปียกนั้น ผิวจะมีภาวะที่อ่อนแอ เหมือนกระดาษที่เปียกน้ำ สามารถฉีกขาดได้ง่าย หรือสามารถดูดซึมสารอาหารเข้าไปสู่ผิวได้โดยง่ายมาก

ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เคลมว่าใช้ในการรักษาสิวมากมายกลับมีส่วนผสมและคุณสมบัติที่ทำร้ายผิว ส่วนผสมที่ต้องหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด คือ SLES โดยมีชื่อเต็ม คือ sodium laureth sulfate (ชื่อย่อของ sodium lauryl ether sulfate) และตระกูล sulfate ทั้งหลาย เช่น SLS (sodium lauryl sulfate) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ SDS (Sodium dodecyl sulfate), ammonium lauryl sulfate (ALS), and sodium pareth sulfate* (ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นสบู่หรือเจลทำความสะอาดส่วนใหญ่ในบ้านเรามีส่วนผสมนี้ แม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ของเด็กที่เราเข้าใจว่าอ่อนโยน ก็มีส่วนผสมนี้ แต่ต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย จะไม่ค่อยใช้แล้ว)

ส่วนผสมตระกูล sulfate (อ่านว่า ซัลเฟต) นี้ จะไปชำระล้างน้ำมันตามธรรมชาติที่เป็นเกราะผิวตามธรรมชาติให้หมดไป แรกๆ จะให้ความรู้สึกสะอาด แต่เมื่อใช้ไปนาน ๆ ผิวจะอ่อนแอลง ทำให้แพ้ง่ายและเป็นสิวได้ง่ายขึ้น และสบู่ที่มีค่าเป็นด่าง (pH มากกว่า 7.0) ก็มีความรุนแรงต่อผิวและทำให้ผิวอ่อนแอลงในระยะยาวได้เช่นกัน

*https://en.wikipedia.org/wiki/Sodium_laureth_sulfate

ยารักษาสิวในกลุ่มเบนซอยด์เพอร็อกไซด์ (Benzoyl Peroxide, ตัวย่อคือ BP) ที่เป็นตัวใช้ยาก่อนล้างหน้า โดยเคลมกลไกเรื่องการฆ่าเชื้อสิวและสลายสิวอุดตัน และกลุ่มครีมอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ที่ใช้ยาเป็นตัวสุดท้ายก่อนนอน รวมไปถึงยาแต้มสิวกลุ่มคลินด้ามัยซิน ล้วนทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของผิว ซึ่งแต่ละคนจะแสดงออกในรูปแบบแตกต่างกัน

แต่โดยหลักแล้ว กลุ่ม BP เมื่อใช้ในระยะเวลานานเกินกว่า 7 วัน ผู้ใช้จะรู้สึกว่า ผิวเรียบขึ้นจริง แต่ผิวดูกร้าน แก่กว่าวัย และหน้ามันเร็วกว่าปกติ ต้องใช้กระดาษซับมันหลายแผ่นมาก หากไปเช็คสภาพผิวด้วยเครื่องแว่นขยาย จะพบว่า เกิดริ้ว ๆ ที่ชั้นผิวจำนวนมาก ผิวขาดน้ำ ผิวจึงพยายามผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น และเกราะผิว (skin barrier) ก็อ่อนแอลง

ส่วนในกลุ่มของอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ในกลุ่มผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายเพราะชั้นเกราะผิวเสียไปเป็นระยะเวลานาน ๆ เมื่อใช้ยากลุ่มนี้ จะยิ่งทำให้เกิดอาการขาดน้ำระคายเคือง และผิวอาจจะไหม้ได้

และสุดท้ายกลุ่มยาแต้มสิวคลินด้ามัยซิน เมื่อใช้นานเกินไป ก็อาจทำให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยา ทำให้ใช้แล้วไม่ได้ผลเหมือนเคย

ซึ่งกล่าวโดยสรุปแล้ว กลุ่มยารักษาสิวนั้น สามารถทำให้ผิวอ่อนแอลงได้ และอันที่จริง สิวสามารถยุบลงเองได้ หากรู้จักวิธีดูแลผิวและระบบภายในอย่างถูกต้องภายใน 3-7 วัน

หากใช้ยารักษาสิวแล้วยังไม่หายใน 7 วัน ให้หยุดใช้เพราะสาเหตุไม่ใช่ที่ผิว แต่เป็นที่ระบบร่างกาย แต้มหรือทาอย่างไร ก็ไม่มีวันหายได้จริงและยังทำให้ผิวอ่อนแอลงเรื่อย ๆ และเป็นสิวเพิ่ม ผิวแพ้ง่ายขึ้น เพราะ กำแพงผิวเสียไปเรื่อย ๆ เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมจะเข้าระคายเคืองผิวชั้นในได้มากขึ้น

 

สเตียรอยด์ที่บีมกำลังพูดถึง คือ สเตียรอยด์ที่เป็นยาที่เรารับด้วยการกิน ทา หรือฉีด

ใน 8 ปีในการศึกษาของบีมที่ผ่านมา พบว่า ผู้ที่ไม่เคยเป็นสิว แต่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคที่ต้องใช้สเตียรอยด์ เมื่อได้รับยาไปเรื่อยๆ ผ่านไปหลายเดือน ทำให้มีสิวขึ้นทั่วหน้าและลำตัว เป็นเม็ดเท่า ๆ กัน เคสกรณีนี้เคยพบอยู่ แต่ไม่มาก แต่ก็ทำให้ทราบว่า สิวสเตียรอยด์อาจจะเป็นเพราะตัวยาสเตียรอยด์เองด้วย

แต่ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่มีปัญหาสิว มักจะได้รับสเตียรอยด์ผ่านการฉีดสิวและการทา ซึ่งได้รับจากการทามากเป็นอันดับ 1 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก (อย่างน้อยก็สำหรับบีม) เพราะ จากคนที่ผิวมีสุขภาพดี เมื่อได้สัมผัสกับสเตียรอยด์ ก็จะมีผิวเสียหายทุกราย (ไม่ว่าจะเป็นตัวยาแก้แพ้ที่มีสเตียรอยด์เปอร์เซ็นต์อ่อน ๆ หรือครีมเพื่อผิวขาวใสที่ผสมสเตียรอยด์ในทุกระดับปริมาณ) และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูและต้องอดทนกับช่วงขับสารพิษนานพอสมควรในแต่ละเคส แม้บางเคสจะเคยทาครีมที่มีสเตียรอยด์เป็นช่วงสั้น ๆ ก็ตาม

ครีมที่เราใช้ทาผิวกันอยู่ อาจทำให้ผิวมีปัญหาได้ ที่มักจะเกิดขึ้นเพราะ 2 สาเหตุคือ ใช้ครีมที่มีส่วนผสมที่เราแพ้อยู่แล้ว หรือ เป็นส่วนผสมที่ในขณะนี้ได้รับการศึกษาและวิจัยทั่วโลกว่า อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวและมีผลเสียต่อสุขภาพเมื่อสะสมในร่างกายเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ

สำหรับกลุ่มที่เราแพ้นั้น ให้เราอ่านส่วนผสมก่อนเสมอ หรือ ทดสอบโดยการทาที่ท้องแขนก่อนว่า แพ้หรือไม่ โดยจะมีอาการคัน ระคายเคือง ในบริเวณที่ทาภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังทาและมีรายการส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยงดังนี้ (ให้พลิกดูฉลากก่อนใช้เสมอ) Mineral Oil (Petrolatum) Propylene Glycol, Triethanolamine (TEA) IPM (Isopropyl Myristate), Polyethylene, Imidazolidnyl and Diazoliddinyl Urea, Paraben, SLES (Sodium Laureth Sulfate), Artificial Color, Silicone, Petroleum Derivative, Synthetic Polymer, PEG (Polyethylene Glycol), Quats

ใครที่สนใจอยากทราบถึงเรื่องราวสารพิษของเครื่องสำอางมากยิ่งขึ้น แนะนำว่าลองเข้าไปดูวิดีโอคลิปเรื่อง The Story of Cosmetics ที่คุณ Annie Leonard นักเคลื่อนไหวและรณรงค์ชาวอเมริกันเขาทำไว้ พร้อมอ่านข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมกันได้ที่ www.storyofcosmetics.org*

ลิสต์รายการส่วนผสมอันตรายในเครื่องสำอางจากหน้า 39-40 นิตยสาร BE WELL ฉบับที่ 62 พฤศจิกายน 2553

 

ในที่นี้หมายถึงเครื่องสำอางกลุ่มสีสัน นับตั้งแต่ BB CC เบส ครีมกันแดดผสมเบสหรือครีมรองพื้น ครีมรองพื้น จนไปถึงบลัชออน ที่สัมผัสผิวหน้าเป็นบริเวณกว้าง ให้ระมัดระวังส่วนผสมที่มีชื่อว่า ลาโนลิน (lanolin) ซึ่งเป็นไขมันที่สกัดมาจากสัตว์ และ mineral oil (น้ำมันแร่) รวมไปถึงอนุพันธ์ของมันได้แก่ propylene glycol และ butylene glycol ซึ่งได้รับการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการอุดตันชนิดเรื้อรังในรูขุมขน ทำให้สิวขึ้นไม่หยุด และจากประสบการณ์ตรงของบีมและจากการสำรวจลูกค้าของร้านพบว่า เมื่อมีการเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเหล่านี้ ทำให้การอุดตันลดลงและหายไปจริง

 

ในทางการแพทย์แผนตะวันออก (ไทย จีน อายุรเวท) อุจจาระนั้นถือว่าเป็นพิษต่อร่างกายที่จำเป็นจะต้องกำจัดออกทุกวันให้หมดจด มิเช่นนั้น มันจะกลายเป็นต้นเหตุของการเสียสมดุลของร่างกาย ทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่าง ๆ ตามมา หากปล่อยไว้เรื้อรัง ก็จะทำให้เกิดภัยร้ายต่อร่างกายเพิ่มขึ้น

และในทางการแพทย์ทางเลือกฝั่งตะวันตก ก็พบว่า การดีท็อกซ์ลำไส้และการดูแลรักษาลำไส้ให้มีสุขภาพดีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแบบองค์รวมที่จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้จริง

และจากกรณีศึกษาหรือผู้มีประสบการณ์ตรงในการล้างลำไส้มากมาย ก็พบว่า การล้างลำไส้ ส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม ทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้น ผิวพรรณมีสุขภาพดีขึ้น โรคภัยต่างๆ ที่เคยมีลดลงหรือหายไป

ในทางตรงกันข้าม หากมีอุจจาระตกค้าง หรือท้องผูก ซึ่ง 2 กรณีนี้จะแตกต่างกัน ในกลุ่มแรกอาจจะขับถ่ายทุกวัน ไม่มีปัญหาเรื่องถ่าย แต่เป็นกลุ่มที่มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว มากบ้าง น้อยบ้าง (ตามระดับของเสียสะสมในลำไส้ ตับ ระบบทางเดินอาหารที่ติดขังอยู่) มีหน้าท้อง มีพุง เป็นสิว เป็นฝ้า ผิวไม่สดใสและแข็งแรง เป็นต้น

และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ท้องผูก เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถขับถ่ายได้เป็นปกติ ซึ่งที่ควรจะเป็นคือ เมื่อตื่นมาและดื่มน้ำรอบเช้าประมาณ 500-1,000 มล. แล้ว ขยับตัวเล็กน้อย ก็ควรจะต้องรู้สึกปวดถ่ายหนัก และไม่ใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานเกินไป คือ เข้าแล้วจะต้องถ่ายได้เลยทันทีอย่างง่ายดาย โดยอุจจาระอ่อนนิ่ม ไม่แข็งเป็นก้อน ๆ หรือบาดรูทวารจนฉีกขาด และกลุ่มที่สองยังรวมถึงผู้ที่มีริดสีดวงทวารส่วนใหญ่ด้วย

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดใน 2 กลุ่มนี้ ต่างก็ถือว่า เป็นผู้ที่มีอุจจาระตกค้าง ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ โดยไม่ทำการล้างลำไส้เลยและไม่ปรับอาหารที่กิน ก็จะทำให้ผนังลำไส้ดูดซึมสารพิษเข้าสู่กระแสเลือดและน้ำเหลืองตลอดเวลา และอาจทำให้เกิดภาวะ Leaky Gut Syndrom (ลำไส้รั่ว ทำให้สิ่งที่ไม่ควรออกจากลำไส้ คือ พิษต่าง ๆ แทรกซึมออกไปได้มากขึ้น) ในเลือดมีพิษจากอุจจาระ ตับและไตจะต้องทำงานหนักในการกรองของเสีย ภูมิคุ้มกันต้องทำงานหนักในการกำจัดพิษออก ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Chronic Inflammation (ภาวะอักเสบชนิดเรื้อรัง) ส่งผลให้ตับ ไต ปอด มีภาระหนัก พลังลดลง อ่อนแอ และเมื่อตับอ่อนแอลง จะส่งผลต่อระบบร่างกายทั้งระบบ

เพราะที่นี่เป็นพี่ใหญ่ที่สุดของร่างกายในการดูแลสุขภาพของมนุษย์ให้แข็งแรงและสมบูรณ์เป็นปกติ ก็จะทำให้เกิดภาวะเสียสมดุลระดับสูง พิษสะสมระดับสูง และเมื่อระบบกำจัดภายในเสีย ร่างกายจะเริ่มกำจัดออกทางผิวหนัง (ผิวหนังถือเป็นอวัยวะขับพิษอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญของร่างกาย ดังนั้น ผิวหนังจึงสามารถสะท้อนสุขภาพภายในได้ตามหลัก reflexology คือ อ่านผิวสะท้อนสุขภาพ) ซึ่งการเกิดสิว ฝ้า เป็นเพียงแค่สัญญาณเตือนเท่านั้นให้รีบหันกลับมาใส่ใจดูแลตัวเอง งดการเติมพิษใหม่ กินผักผลไม้มาก ๆ และช่วยร่างกายล้างพิษเก่าออกให้มากและเร็วที่สุดด้วย

เป็นผลที่ต่อเนื่องมาจากอุจจาระตกค้างลำไส้ ตับ ไต เสื่อมพลังและประสิทธิภาพในการกำจัดพิษออก ทำให้พิษจำนวนมาก ล่องลอยและไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดมากมายเต็มไปหมด ซึ่งระบบของเหลวในร่างกายมี 2 ระบบคือ น้ำเลือด และน้ำเหลือง

ซึ่งน้ำเลือดจะมีลักษณะเป็นท่อสานกันไปทั่วร่างกาย ซึ่งมีเม็ดเลือดแดงนำสารอาหารและออกซิเจนที่จำเป็นต่อการทำงานและดำรงอยู่ของเซลล์เข้าสู่เซลล์ผ่านทางเส้นเลือดฝอย และพาเอาความร้อน คาร์บอนไดออกไซด์ ออกมาในหลอดเลือดดำ เพื่อนำไปฟอกที่ปอดต่อไป

ส่วนระบบน้ำเหลืองนั้น เป็นของเหลวสีขุ่น (สีแบบหนองที่เราเคยเป็น) ซึ่งระบบนี้จะมีหน้าที่ในการกำจัดพิษและเชื้อโรคเป็นหลัก เป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งจะมีต่อมน้ำเหลืองที่เป็นเหมือนฐานที่มั่นใหญ่ ๆ อยู่หลายแหล่ง จะมีเม็ดเลือดขาวหลากหลายประเภทที่ทำหน้าที่เป็นทหารคุ้มครองและรักษาร่างกายของเราให้ปลอดจากพิษและเชื้อทั้งหลาย

ซึ่งถ้าหากเราปล่อยให้มีพิษและเชื้อโรคอยู่ในระบบร่างกายมากเกินไป และไม่ออกกำลังกายให้น้ำเหลืองเดินทาง เกิดการหมุนเวียนแล้วล่ะก็ จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงเรื่อย ๆ การกำจัดพิษและเชื้อโรคไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้เลือดและน้ำเหลืองที่อยู่บนหน้าของเรานั้นสกปรก ทำให้แผลหายช้า เป็นสิวซ้ำซ้อน ผิวอ่อนแอ แพ้ง่าย ตามไปด้วย ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ผู้ที่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอในระหว่างการบำบัดสิวด้วยแนวธรรมชาติ สิวทุกชนิดจะหายเร็วขึ้นมาก หากมีหัวสิว ก็จะหลุดง่าย และแผลสิว จะดีขึ้นเร็วอีกด้วย

ภาวะไขมันพอกตับ ไม่จำเป็นต้องเกิดกับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ แต่สามารถเกิดได้กับทุกคนที่กินน้ำตาล แป้งขัดขาว แป้งแปรรูป (เช่น ขนมปังสีขาว เค้ก เบเกอรี่) ไขมันทรานส์ และไขมันผ่านกระบวนการ และไขมันจากน้ำมันทอดซ้ำ เป็นปริมาณมาก ๆ ซึ่งเป็นของกินที่คนในยุคนี้จะกินเป็นประจำเป็นปกติ เพราะเป็นเทรน มีการโฆษณาชวนเชื่อ มีรสชาติอร่อย ค่านิยมที่ดูเก๋

ซึ่งเมื่อสิ่งเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายแล้ว ในส่วนของไขมันเลวที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้นั้น อาจติดหนึบอยู่ที่ผนังลำไส้ซึ่งถ้าผสานกับการกินเนื้อ นม ไข่ แป้ง มาก แต่กินผักผลไม้ ธัญพืช น้อย ก็จะไม่มีตัวกวาดเอาไขมันเลวเหล่านี้ออกมา ก็จะเป็นเมือกมันติดอยู่ที่ผนังลำไส้นั้น เคลือบไม่ให้ผนังลำไส้ดูดซึมน้ำและสารอาหารกลับสู่ร่างกายได้ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ดื่มน้ำมากเท่าไหร่ ก็ยังคงรู้สึกกระหาย เป็นร้อนในง่าย หงุดหงิดง่าย และมีปัญหาผิวหนังเสมอ ๆ

ในอีกส่วนหนึ่ง จะเป็นแป้งขัดขาว และน้ำตาล (นับทั้งน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายแดงที่ทำจากอ้อย – sugar cane) ซึ่งน้ำตาลนี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดแกว่ง และเกิดภาวะดื้ออินซูลินตามมา หากปล่อยปละละเลย ก็จะเป็นเบาหวานได้ในที่สุด และเมื่อมีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ร่างกายจะแปรรูปน้ำตาลมาเก็บเป็นไขมันที่ตับ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของไขมันพอกตับด้วย เมื่อตับมีไขมันพอกตามเซลล์ตับ จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของตับลดลง การย่อยอาหารทำได้น้อยลง ย่อยไม่สมบูรณ์ ร่างกายไม่สามารถนำสารอาหารที่ได้มาใช้งานได้ เกิดภาวะขาดสารอาหาร เซลล์อ่อนแอ และแน่นอนว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวอ่อนแอ

และในทางแพทย์แผนจีน ก็มีการกล่าวไว้ว่า ระบบตับนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบเลือด และจากการสังเกตลูกค้าที่มาปรึกษา พบว่า เมื่อมีการล้างพิษ ลดหรืองดของกินกลุ่มแป้ง น้ำตาล ไขมัน และมีการล้างพิษตับ นอกจากสิวจะลดลงแล้ว ยังส่งผลให้ประจำเดือนที่ผิดปกติ หรือมาน้อย มาเป็นรอบปกติและมีปริมาณปกติขึ้นด้วย เป็นไปได้สูงว่า ตับ ประจำเดือน ระบบเลือด และผิว มีความเกี่ยวข้องกันชนิดแยกกันไม่ออก

 

การนอนหลับที่มีคุณภาพ วัดได้ง่ายหลังจากตื่นนอน ไม่เกี่ยวกับชั่วโมงการนอน แต่เกี่ยวกับระยะเวลาที่นอน

ซึ่งการนอนที่ให้ผลดีในการบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรงและจัดการดีท็อกซ์ตัวเองได้ดีที่สุด คือ การเตรียมเข้านอนช่วง 3 ทุ่มกว่า เพื่อให้หลับจริงช่วง 4 ทุ่ม และนอนได้สนิท ไม่ตื่น ไม่ฝันร้าย ในช่วง 4 ทุ่มถึง ตี 2 และตื่นขึ้นมาราว ๆ ตี 4-5 นี่คือ การนอนที่ดีที่สุดที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรงมากที่สุด สิวหายเร็ว รอยสิวสมานเร็ว จางเร็ว และผิวแข็งแรง อิ่มน้ำได้เร็วที่สุด ด้วยเหตุผล คือ ในทางแพทย์แผนจีน ช่วง 4 ทุ่ม ร่างกายจะเริ่มสะสมพลังหยาง (พลังชีวิตสำหรับใช้ในวันใหม่) ซึ่งถ้าหากไม่เข้านอนเร็ว จะทำให้พลังงานชีวิตหรือพลังหยางมีน้อย ทำให้ไม่อยากตื่นนอน เพลียระหว่างวัน ต้องพึ่งกาแฟตลอดวัน คิดอะไรไม่ค่อยออก สมองไม่แล่น เป็นคนที่ไม่ค่อยมีพลัง หรือในทางตรงข้ามจะก้าวร้าวเกินไป หงุดหงิดง่าย

นอกจากนี้ ในทางอายุรเวท (อินเดีย) ช่วง 4 ทุ่มถึง ตี 2 เป็นช่วงของพลังงานปิตตะในร่างกายของเรา ซึ่งปิตตะนี้จะเกี่ยวกับเมตาบอลิซึม การเผาผลาญ การเปลี่ยนสถานะของสสารต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับระบบนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ว่า ในช่วงเวลา 5 ทุ่มถีงตี 1 จะเป็นช่วงเวลาที่ถุงน้ำดีจะจัดระบบไขมันในร่างกายและ ตี 1 ถึงตี 3 จะเป็นช่วงของตับที่จะจัดระบบเอ็นไซม์ สารอาหาร การดีท็อกซ์ ฯลฯ คือ มันจะมีกระบวนการต่าง ๆ มากมายที่ร่างกายจัดการให้เราเพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้ร่างกายและพลังงานใหม่ในวันพรุ่งนี้

และในทางการแพทย์ชะลอวัยก็มีการกล่าวว่า ช่วงเที่ยงคืนครึ่ง เป็นช่วงที่ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ซึ่งฮอร์โมนนี้ ในทางวิทยาศาสตร์ ยอมรับกันว่า เป็นฮอร์โมนหนุ่มสาว ที่ช่วยในการบำรุงฟื้นฟูร่างกายให้อ่อนเยาว์ เสริมสร้างความแข็งแรงและพละกำลัง

ดังนั้น เป็นที่สรุปได้ว่า ร่างกายมนุษย์ จำเป็นต้องได้รับการพักผ่อน โดยเตรียมเข้านอนตั้งแต่ประมาณ 3 ทุ่มเป็นต้นไป และตื่นนอนประมาณตี 4-5 ด้วยความสดชื่น และเพื่อมาขับถ่ายเอาของเสียออกในตอนเช้า ซึ่งผลในทางปฏิบัติจริง พบว่า ทุกคนที่ได้ปรับการนอนให้ใกล้เคียงตามรูปแบบที่ดีที่สุดนี้ มีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นเร็ว ผิวอิ่มน้ำ ฟู และสิวหายเร็วกว่าปกติมาก และลดภาวะสิวขึ้นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

จากประสบการณ์เป็นที่ปรึกษาและได้รับรู้วิธีการดูแลผิวของลูกค้ามานาน บีมพบว่า ผู้ที่มีปัญหาสิวมากกว่า 95% (จากผู้ที่มาปรึกษา) ดูแลผิวไม่ถูกวิธี เพราะมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง เช่น เป็นสิว จึงไม่บำรุงผิว หรือ เลือกครีมบำรุงที่ไม่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง จึงทำให้เกิดภาวะผิวขาดน้ำเรื้อรัง หรือ สาเหตุอย่างหลัง ก็มักจะทำให้รูขุมขนอุดตัน จากการใช้ครีมเนื้อหนักเกินไป หรือมีส่วนผสมของ mineral oil หรืออนุพันธ์ของปิโตรเลียม

หรือ การเข้าใจว่า ใช้แป้งแต่งหน้าแบบอัดแข็ง ใช้แค่โฟมล้างหน้า 2 รอบล้างออก ก็เพียงพอ

หรือ ไม่รู้วิธีการทำความสะอาดผิวที่ถูกต้อง ว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร จึงทำให้ทำความสะอาดผิวไม่สะอาด ล้างหน้าแบบถูนวด ไม่ล้างและทาครีมตามแนวขน ใช้น้ำมันผิดประเภทกับผิวหน้าตัวเอง มีเซลล์ตาย (ขี้ไคล) ตกค้างเกาะแน่นอยู่บนผิว ทำให้เกิดสิวอุดตันและอักเสบเพิ่มเติม เป็นต้น

หรือเข้าใจว่า การใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กนั้นอ่อนโยนต่อผิว ซึ่งผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กหลายแบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์ที่เคลมเรื่องการรักษาสิวหลายแบรนด์ มีส่วนผสมที่ไม่เหมาะกับผิวที่เป็นสิวและแพ้ง่าย เมื่อใช้แล้วก็อาจทำให้เกิดปัญหาผิวไม่จบ

ความเข้าใจผิดเหล่านี้ อาจไม่ได้ส่งผลร้ายแรงในครั้งเดียวเหมือนการใช้สารเคมีหรือวิธีการที่รุนแรงกับผิว แต่เมื่อปฏิบัติต่อผิวผิดทุกวัน ก็ส่งผลให้ผิวกร่อน เกราะกำแพงผิวอ่อนแอ ขาดวิ่น และผิวขาดความสมดุลได้ในที่สุด นั่นคือ เหตุผลที่หลายคนยังแพ้ง่ายและมีผิวอ่อนแอ แม้จะจะเลิกไปคลินิกหรือใช้ยา ใช้ครีมต่าง ๆ ที่หามาเองแล้วก็ตาม มันยังมีรายละเอียดที่คุณไม่ทราบและจำเป็นต้องปรับ เหมือนเส้นผมบังภูเขา นิดเดียวเท่านั้น ก็จะพลิกสุขภาพผิวให้ดีขึ้นได้ในระยะเวลาไม่นานเกินรอ

 

การไม่ออกกำลังกายเป็นสาเหตุหลักของ ผิวเป็นสิวและอ่อนแอ ซึ่งถ้าใครได้ทำข้อนี้แล้ว จะรู้ได้ด้วยตัวเองทุกรายว่า เพียงแค่เพิ่มการออกกำลังกายเข้าไปในตารางการดูแลตัวเองในแต่ละวันหรือสัปดาห์เท่านั้น ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากเกี่ยวกับเรื่องผิวและสิวที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะ การออกกำลังกายนั้นส่งผลโดยรวมต่อทุกระบบ ได้ทั้งกายและใจไปพร้อมกัน เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว (มากกว่า 2 ตัวแน่นอน)

กลไกสำคัญของการออกกำลังกายที่ส่งผลต่อความแข็งแรงของผิวและทำให้สิวหายเร็วคือ ระบบหมุนเวียนเลือดลมดีเยี่ยม ซึ่งไม่ใช่แค่เลือดและน้ำเหลืองเท่านั้นที่ได้ไหลเวียนไปทั่วทุกอณูของร่างกาย แต่ยังรวมไปถึงพลังชีวิต (ชี่หรือลมปราณ) ที่ได้วิ่งอย่างเต็มสูบไปหล่อเลี้ยงทุกระบบร่างกาย ถึงปลายแขน ขา สมอง ผิวหนัง เอาออกซิเจนและสารอาหารเข้าเซลล์ และเอาของเสียและความร้อนสะสมในเซลล์ออกมาอย่างรวดเร็วในส่วนของน้ำเหลือง ก็ได้หมุนเวียนเอาเม็ดเลือดขาวตัวใหม่ ๆ ที่มีพลังเข้าไปจัดการกับบริเวณที่อักเสบ ติดเชื้อ เป็นสิวอยู่ มีพิษขังอยู่ มีรอยสิวอยู่ เป็นแผลอยู่ ได้เพิ่มขึ้น ไปกินตัวเก่า ๆ ที่ตายแล้ว กำจัดออกมา

นอกจากนี้ เซลล์ที่ได้รับออกซิเจนเพิ่ม จะมีพลังต้านเชื้อโรค และมะเร็ง เพราะ สิ่งเหล่านี้ไม่ชอบออกซิเจน ยิ่งในเซลล์มีออกซิเจนมาก ก็หมายถึงเชื้อโรคและพิษในตัวจะลดลงไปเอง

และการออกกำลังกายที่ถูกจริต ถูกใจ กับเรานั้น จะทำให้สารความสุขหลั่งจากสมอง ซึ่งความรู้สึกสุขนี้ จะช่วยปรับให้พลังจิตของเราอยู่ในโซนบวก จะทำให้มีไอเดียดี ๆ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ปัญหาที่เจออยู่ ก็จะเจอทางออกอย่างง่ายดาย

ซึ่งการออกกำลังเป็นประจำนั้น ถ้าทำได้ถูกต้อง ก็จะส่งผลต่อร่างกายดังที่ได้กล่าวไปแล้ว นี่เพียงแค่บางส่วนที่ยกมาเท่านั้น ก็ช่วยแก้ปัญหาสิวและผิวแพ้ง่ายได้เกือบ 100% แล้ว

 

คนส่วนมากมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องของการดื่มน้ำและมองเห็นว่าเรื่องน้ำไม่สำคัญเท่ากับการแสวงหาครีม อาหารเสริม แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากขาดน้ำ สิ่งที่เรากินและทา จะไม่สามารถแสดงผลอะไรได้มากมายเลย เพราะน้ำเป็นตัวกลางในการทำปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ให้กับเซลล์ร่างกาย แม้กระทั่งเซลล์ผิว หากขาดน้ำ ก็จะทำให้พิษตกค้างในเซลล์ ซึ่งพิษนี้เกิดขึ้นตลอดทุกเสี้ยววินาทีอยู่แล้วจากการหายใจในระดับเซลล์ หากไม่มีน้ำเพียงพอ พิษจะออกจากเซลล์ไม่ได้ และเอาสารอาหารและออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ไม่ได้ ก็จะเป็นเหมือนต้นไม้ที่แห้งขาดน้ำ มีชีวิตอยู่แต่เหมือนร่างกายที่ตาย คือ ไม่สามารถสร้างปฏิกิริยาอะไรในเซลล์ร่างกายได้เลย ซ้ำพิษยังตกค้างอยู่เยอะด้วย

ในที่สุดแล้ว ทั้งพิษ ความร้อน ที่ตกค้าง จะทำให้ร่างกายพยายามขับออกทางเส้นลมปราณ และแสดงออกมาเป็นสิว ฝ้า อาการผื่นคัน นั่นเอง

ในหนึ่งวัน ร่างกายของมนุษย์ควรได้รับนำ้ประมาณ 2.5 ลิตรขึ้นไป ซึ่งต้องเป็นน้ำเปล่าที่สะอาด อุณหภูมิห้อง ไม่ทำให้เย็นหรือทำให้ร้อน จะเป็นน้ำที่มีพลังชีวิต เซลล์ดูดซึมไปใช้ได้เร็ว ทำให้ร่างกายชุ่มชื้นและเซลล์ทำงานได้ดีขึ้นจริง ไม่นับเครื่องดื่มต่าง ๆ และอาหารที่เรากิน

 

สิ่งที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดและส่งผลเสียต่อสุขภาพและผิวพรรณมากที่สุด คือ นิยามคำว่า “อาหาร” ผิดไป ซึ่งเข้าใจว่า ทุกอย่างที่เข้าปากได้ = อาหาร

แต่จริง ๆ แล้ว อาหาร คือ สิ่งที่กินเข้าไปแล้ว เซลล์ร่างกายเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริง เข้าไปเสริมพละกำลังของเซลล์ได้จริง กินแล้วจะรู้สึกมีพลัง แข็งแรง จิตใจสงบ มั่นคง

ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่กินแล้วทำให้ร่างกายเพลีย เหนื่อย เป็นโรค มีความผิดปกติต่าง ๆ จัดคลาสเป็นแค่ “ของกิน” เท่านั้น หมายถึง กินได้ แต่ไม่ใช่อาหาร เพราะไม่ได้ให้ประโยชน์ใด ๆ ต่อเซลล์ เป็นสิ่งที่เป็นพิษ อร่อยปาก แต่เซลล์ไม่ได้ต้องการ เข้าไปก็เป็นขยะตับและไตต้องมาจัดการอีก

สิ่งที่เป็นอาหารและเสริมพลังเซลล์ ก็จะเป็นกลุ่ม น้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง ผัก ผลไม้สด smoothie ผักผลไม้ ไม่ใส่นมวัว นมข้นหวานและน้ำตาล น้ำมะพร้าว น้ำมันชนิดดี เช่น น้ำมันงาม้อน น้ำมันเมล็ดแฟล็ก เป็นต้น

ส่วนของกิน ได้แก่ เบเกอรี่ ขนม ที่ผสมไขมันทรานส์ ครีมเทียม มาการีน ฟาสต์ฟู้ด ของทอดที่ใช้น้ำมันผ่านกระบวนการ ของทอดที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ ขนมกรุบกรอบ อาหารกระป๋องที่โซเดียมสูง และของที่ผ่านกระบวนการทุกชนิด

ในปัจจุบันมนุษย์ได้รับแรงกดดันจากสิ่งแวดล้อมมาก ทั้งมลภาวะที่เป็นพิษ จิตของผู้คนที่เป็นลบ คับแคบ ข่าวลบ ๆ ภาวะเศรษฐกิจ การเงิน ภาวะหนี้สิน ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนก็จะได้รับผลกระทบในความเข้มข้นระดับที่แตกต่างกันไป และเลือกตอบสนองแตกต่างกัน

สำหรับผู้ที่ไม่ฝึกฝนในการบริหารจัดการความเครียด ก็จะนำไปสู่ความเครียดสะสม เป็นภาวะพลังลบที่กดพลังชีวิตอยู่ภายใน เพราะไม่ได้รับการสะสางและปลดปล่อยออก

ความเครียดเป็นอารมณ์อย่างหนึ่งที่มนุษย์มีเพื่อความอยู่รอด เพื่อให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะรับมือกับปัญหาที่เข้ามากระทบ แต่ถ้าปล่อยให้ปัญหาดำเนินไปเรื้อรัง ยาวนาน ไม่แก้ไข และผลลัพธ์ในชีวิตยังไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ ก็จะทำให้พลังความเครียดทับถม ซึ่งพลังความเครียดที่มากเกินไปนี้ จะส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารพิษออกมาเพิ่มขึ้น ทำให้ระบบต่าง ๆ เสียสมดุล แปรปรวน ฮอร์โมนผิดปกติ ระบบย่อยอาหารไม่ดี โพรไบโอติคส์ในลำไส้ลดลง ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ร่างกายมีภาวะเป็นกรดสูง

และในผู้หญิงที่เครียดสูง จะส่งผลให้ความเป็นผู้หญิงตามธรรมชาติลดลง หน้าอกเล็กลง ผิวหยาบกร้าน รูขุมขนใหญ่ หน้ามัน มีหนวด มีขน และมีบุคลิกแข็งกร้าว เพิ่มขึ้นได้ เพราะเหมือนต้องใช้ระบบฮอร์โมนของผู้ชายเข้ามาจัดการชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ฮอร์โมนผู้ชายเพิ่มสูงขึ้น ก็มีโอกาสเกิดสิวได้มากขึ้น

 

ผลจากความเครียดและการกินที่ผิดหลักที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ทำให้จำนวนโพรไบโอติคส์ในลำไส้มีน้อย และส่งผลต่อสุขภาพผิวของเราโดยตรง

โพรไบโอติคส์ ได้รับการยอมรับจากแพทย์หลายสาขาแล้วว่า เป็นแบคทีเรียชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมหาศาล ซึ่งถูกกล่าวไว้ในหนังสือของ หมอผิง แพทย์หญิงธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล ชื่อว่า ไมโครไบโอต้า อวัยวะที่ถูกลืม ว่าเป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ทุกคน

ประโยชน์ของโพรไบโอติคส์มีมหาศาล ซึ่งหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผิว นั้น เขาจะช่วยรักษาระบบนิเวศน์ที่สมดุลและมีสุขภาพดีในระบบทางเดินอาหาร เขาจะคอยจัดการกับพิษและสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารของเรา ซึ่งปริมาณของเขาสัมพันธ์กับการดูแลสุขภาพของเราโดยตรง

นอกจากช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายแล้ว เขายังช่วยในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย แถมยังสามารถรีไซเคิลสารอาหารบางอย่างให้ร่างกายกลับได้ด้วย ซึ่งเมื่อระบบทางเดินอาหารมีสุขภาพดีและสะอาดด้วยระบบการทำงานของเขาตามธรรมชาติ ก็จะทำให้ผิวของเรามีสุขภาพดี สิวหาย ผิวพรรณผ่องใส เพราะเลือดและน้ำเหลืองสะอาด จากภายในสู่ภายนอกของแท้

พลังลบในที่นี้หมายถึง อารมณ์และความรู้สึกด้านลบที่สะสมอยู่ในจิต ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นอารมณ์ตกค้างมาจากเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งจบไปแล้ว

แต่เพราะ ไม่ได้ฝึกฝนการดูจิต ไม่ได้นั่งสมาธิ ไม่ได้วิปัสสนา ให้เห็นความจริง ทำให้คนจำนวนมาก มีชีวิตอยู่ในความคิดและความรู้สึกแห่งอดีต ทำให้ผลลัพธ์ในชีวิตก็ออกมาซ้ำรูปแบบเดิมๆ และทำให้พลังลบยิ่งสะสมทวีคูณเพิ่มขึ้น

ซึ่งถ้าจะให้บีมเลือกมาหนึ่งข้อในการรักษาสิวให้ได้ผลจริงและมีโอกาสหายได้จริง ๆ นั้น บีมจะเลือกเคลียร์พลังงานลบออกจากจิต ซึ่งวิธีการที่เวิร์คที่สุด คือ ฝึกฝนจนเราสามารถให้อภัยและแผ่เมตตาให้คนที่เรารู้สึกไม่ดีด้วยได้จากใจจริง เพราะ การให้อภัยทาน คือ การตัดโซ่แห่งกรรมผูกพันออกจากกัน ถ้าเราเป็นคนตัด เราก็จะเป็นอิสระจากพลังลบนั้น ๆ ตลอดไป

และต้องฝึกฝนสติอยู่เสมอ เพราะพลังลบนั้น เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มันอาจจะกลับมาในความคิดใหม่ และเราอาจจะได้พบเจอคนที่อยู่แวดล้อมส่งพลังนี้มา สิ่งที่ทำได้คือ มีสติรู้ทัน และอย่าสะสมมันไว้ รีบปล่อยออกเร็ว ๆ เพื่อความโล่ง โปร่ง สบาย และเป็นอิสระของจิตในตัวเราเอง ซึ่งเมื่ออารมณ์ลบ ๆ เช่น โกรธ โมโห อิจฉา อาฆาต พยาบาท หายไปจากจิตแล้ว จะส่งผลให้ระบบต่อมไร้ท่อ ที่ส่งผลต่อระบบฮอร์โมนปรับตัวเข้าสู่สมดุล ทำงานตามธรรมชาติ และสารเครียดในร่างกายลดลง ทำให้พิษในร่างกายลดลง นี่คือที่มาว่า เหตุใดผู้ปฏิบัติธรรม แม้ไม่ทาครีมและทานอาหารเสริม ก็มีผิวที่ผ่องใส สะอาด มีออร่า เพราะภายในมีแต่พลังงานดีนั่นเอง

 

ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ผู้หญิงที่ต้องทำงานแข่งขันกับเวลา มีความรับผิดชอบไม่แตกต่างจากผู้ชายในปัจจุบัน จะส่งผลให้ฮอร์โมนไม่สมดุล

นอกจากนี้ การกินของหวาน และน้ำตาลมาก ๆ ยังส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจน (ฮอร์โมนเพศชาย) ซึ่งกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น*

ลองสังเกตค่ะว่า วันไหนที่นั่งทำงานเครียด ๆ หนัก ๆ วันนั้นจะหน้ามันผิดปกติ แตกต่างจากวันที่เราไปเที่ยวสบายใจ ทั้งที่ปัจจัยอื่น ๆ อาจจะเหมือนกันเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องอาหาร การดื่มน้ำ การนอน การทาครีม การทานอาหารเสริม ฯลฯ เป็นต้น

* อ่านเพิ่มเติมที่ https://bye-bye2acne.blogspot.com/2009/08/1.html

คนที่มีปัญหาสิวและผิวอ่อนแอส่วนมาก จะมีประวัติการกินยามาก่อน ซึ่งจะส่งผลให้ตับและลำไส้ร้อน อักเสบเรื้อรัง ซึ่งไม่ถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล แต่ร่างกายรู้สึกไม่สบาย อาจมีอาการเกี่ยวกับท้องไส้ไม่ปกติ เช่น ขับถ่ายไม่ปกติ ท้องอืด อาหารย่อยยาก เรอ เป็นประจำ เป็นต้น

สำหรับยารักษาสิวที่ถูกจ่ายเพื่อรักษาสิวในปัจจุบันนี้ มักจะมี 2 ประเภท คือ ยาปฏิชีวนะ และยาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดรี ๆ สีม่วงหรือชมพู กินแล้วปากแห้ง ตาแห้ง แต่มักถูกใจคนที่หน้ามัน เพราะ กินแล้วหน้าจะไม่มัน

แต่ทั้งสองตัวนี้ มี side effects ร้ายแรงต่อร่างกายพอสมควร สามารถค้นหาได้ใน google แต่ในที่นี้บีมจะสรุปให้โดยสังเขปพอเข้าใจว่า การกินยาส่งผลต่อสุขภาพผิวอย่างไรบ้าง

ในกลุ่มยาปฏิชีวนะ กลุ่มนี้จะเป็นยาฆ่าเชื้อ เหมือนทิ้งบอมบ์ลงลำไส้ กินแล้วจะส่งผลหลัก ๆ 2 อย่างคือ แบคทีเรียตายเรียบ ซึ่งไม่นับว่าเป็นชนิดไหน แต่ตายทั้งหมด จึงทำให้ตอนที่กินยา สิวหาย เพราะเชื้อหายไป แต่ลำไส้พังและเสียสมดุลมาก เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตแต่ละวัน ของกินที่กินเข้าไป ส่งเสริมแบคทีเรียชนิดไม่ดีให้เติบโตมากกว่า และยึดครองผนังลำไส้ของเรา ซึ่งพวกนี้จะปล่อยสารพิษออกมา และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและน้ำเหลืองของเรา ทำให้เลือดและน้ำเหลืองมีพิษปะปนจำนวนมาก และเป็นภาระให้ตับ ไต ระบบน้ำเหลือง กำจัดออก ซึ่งทำงานหนักเกินไปในแต่ละวัน

และผลอย่างที่สองคือ ด้วยตัวยาเอง เป็นสิ่งที่เซลล์ร่างกายไม่ต้องการ เมื่อกินแล้ว จะต้องถูกกำจัดออกจากร่างกาย โดยตับจะทำหน้าที่นี้ ซึ่งลองจินตนาการดูว่า ใครบางคน เคยกินยานี้มามากแค่ไหน นานเท่าไหร่ (ซึ่งปกติแล้ว ถ้าเราคิดถึงตรรกะการใช้ยาปกติ เช่น ไปทำจมูกหรือผ่าฟันคุด ยานี้จะถูกจ่ายให้กินไม่เกิน 7 วัน)

แต่การรักษาสิว หลายคนมักจะถูกจ่ายยามาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเดือนจนถึงหลายเดือน กว่าจะได้หยุดยา ซึ่งทำให้ตับทำงานหนัก และพิษของยาก็ทำให้ตับพร่องพลัง ตับร้อนเพราะสะสมพิษจากยาด้วย (สิวตรงแก้ม ขมับ หน้าผาก กราม ที่แดง ๆ อักเสบ หาสาเหตุไม่พบ ก็เป็นผลมาจากการกินยาตัวนี้ด้วยค่ะ ซึ่งหลายคนที่ล้างลำไส้สะอาดแล้ว แต่ยังมีสิวแดง ๆ บริเวณเหล่านี้ แสดงว่า ตับอาจได้รับพิษเมื่อครั้งกินยานี้ ซึ่งถ้าตับมีสุขภาพดี พิษออกหมดแล้ว สิวมักจะยุบหายไปเอง และรอยแดงจะเริ่มปรับเป็นรอยดำ)

ยาอีกตัวหนึ่งคือ เม็ดออกสีชมพูหรือม่วง กลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ยานี้ร้ายแรงยิ่งกว่าตัวแรก และได้รับการฟ้องร้องจากคนในประเทศอเมริกาต่อบริษัทขายยาหลายเคส* เพราะ มีทั้งเคสที่ลูกฆ่าตัวตาย ที่คาดว่าเป็นผลมาจากการกินยาตัวนี้ และเคสที่เกิดปัญหาสุขภาพที่คาดว่าเป็นผลมาจากการได้รับการจ่ายยานี้

สำหรับ side effect นั้นมีหลายระดับ แต่ที่น่าเป็นห่วงและเป็นข้อเท็จจริงก็คือ ใครก็ตามที่ต้องกินยานี้ จะต้องเซ็นต์ใบอนุญาตต่อคลินิกว่า ไม่เป็นผู้ตั้งครรภ์ (เพราะจะทำให้แท้ง) และอีกอย่างหนึ่งคือ จะต้องได้รับการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจดูค่าไขมันในตับ ว่าสูงขึ้นผิดปกติหรือไม่ แสดงว่ายานี้มีผลต่อตับสูงมาก

และในทางปฏิบัติแล้ว ผู้ที่กินยานี้จะรู้สึกได้เลยว่า น้ำมันที่ออกมาที่ผิวลดลง แล้วมันไปที่ไหน? ร่างกายของเราต้องผลิตน้ำมันเพื่อมาเคลือบผิว ทำให้ชั้นผิวแข็งแรง ปกป้องผิวจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมได้ แต่เมื่อไม่มีน้ำมันนี้แล้วผิวจะอ่อนแอลง แม้หน้าจะดูใส แต่เกราะป้องกันผิวกลับไม่สมดุล จึงอาจเป็นสาเหตุให้ผิวอ่อนแอ แพ้ง่าย และน้ำมันที่ร่างกายต้องส่งออกมา ถูกนำไปเก็บไว้ที่ตับ ซึ่งทั้งพิษจากยาและกลไกการเก็บน้ำมันเอาไว้แทนที่จะต้องระบายออกไปตามธรรมชาติ สุดท้ายแล้ว ก็มาสะสมที่ตับทั้งหมด

ซึ่งจากประสบการณ์และการสังเกต บีมพบว่า เคสที่เคยกินยากลุ่มนี้มานาน รวมแล้วเกิน 30 วันขึ้นไป และบางรายเจอโดสหนัก เพราะ ในการจ่ายยาจะต้องให้คนไข้กินครบโดส ซึ่งจะต้องต่อเนื่อง 3-6 เดือน นั่นหมายถึงว่า ตับรับภาระหนักมาก และโอกาสที่ตับจะร้อน พิษสะสมในตับ ไขมันสะสมในตับ ก็สูงมาก ซึ่งเคสในลักษณะนี้ จะใช้เวลายาวนานกว่าเคสอื่นๆ ทั้งหมด และมีภาวะ healing crisis ที่ยาวนาน ขึ้น ๆ ลง ๆ มากกว่าผู้ที่ไม่เคยใช้ยานี้หรือใช้เวลาน้อยกว่านี้

 

ปัจจุบันนี้มีโรคอย่างหนึ่งเรียกว่า ภูมิแพ้อาหารแฝง ที่เป็นอาการแพ้อาหารกลุ่มโปรตีนที่ปกติแล้วไม่ได้แพ้ แต่เมื่อกินซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่กินอาหารหลากหลาย ก็อาจก่อให้เกิดอาการนี้ได้ และเนื่องจากสิวเกี่ยวเนื่องกับระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณกราม คาง คอ ซึ่งเป็นบริเวณที่จะสะท้อนปัญหาที่เกี่ยวกับระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกัน เมื่อเรากินอาหารที่เรามีอาการแพ้แฝง จะมีสิวหัวขาว สิวอักเสบ หรือ สิวซีสต์ขึ้นบริเวณ เมื่อตัดสาเหตุอื่นออกไปหมดแล้ว ทางที่ดีที่สุด คือ การไปตรวจหาอาหารที่แพ้ แล้วงดไปก่อน ตามคำแนะนำในบทความภูมิแพ้อาหารแฝง โดย สสส. ที่ลิงค์บรรทัดแรก หรือ ลองสังเกตด้วยตัวเองว่าเมื่อกินอาหารที่มีอยู่ในลิสต์ในภาพด้านล่างนี้แล้วมีสิวที่ คาง คอ กราม ขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหรือไม่ สิวอาจจะมีลักษณะต่างกันไป อาจจะเป็นหัวเล็ก ๆ สีขาว สีเหลือง คัน หรือเป็นสิวอักเสบ หรือซีสต์เม็ดโต ซึ่งแต่ละคนจะขึ้นต่างกัน และอาจจะต่างกันตามลักษณะของอาหารที่แพ้ด้วย ต้องสังเกตให้ดีค่ะ ซึ่งเมื่อหยุดกินแล้ว และไม่ได้มีอาการท้องผูกเพิ่มเติม สิวก็จะยุบไปเองเพราะไม่มีตัวกระตุ้น